โรงหนังในห้วงวิกฤติ COVID-19

March 20, 2020
by ทัศนีย์ สาลีโภชน์

มาตรการปิดโรงหนังชั่วคราว 14 วัน ส่งผลกระทบอะไรบ้างกับอุตสาหกรรมบันเทิง

ปรกติอุตสาหกรรมบันเทิงก็เป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรค COVID-19 ค่อนข้างมากอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเลื่อนฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ยอดคนซื้อตั๋วมาดูหนังในโรงที่ลดลงฮวบฮาบ รวมไปถึงคอนเสิร์ตที่ต้องเจอโรคเลื่อนกันระนาว

แต่สถานการณ์ยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีกเมื่อรัฐบาลประกาศปิดสถานบันเทิง ซึ่งรวมถึงโรงภาพยนตร์ สถานที่จัดคอนเสิร์ต ตลอดจนห้ามจัดงานที่มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ในเขตกรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล เป็นเวลา 14 วัน ระหว่างวันที่ 18-31 มีนาคมศกนี้

เรื่องนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ชั้นนำของไทยต้องออกมาขานรับนโยบายของรัฐบาลกันอย่างเร่งด่วน โดยเครือ SF Cinema และเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป สั่งปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ทุกสาขาทั่วประเทศ เป็นการชั่วคราว ไม่ได้ปิดเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น

เช่นเดียวกับโรงภาพยนตร์สายอินดี้อย่าง เฮาส์ สามย่าน (House Samyan) ขณะที่โรงหนังวัยรุ่นใจกลางย่านสยามสแควร์อย่าง ลิโด้ คอนเน็คท์ (Lido Connect) นั้นประกาศงดให้บริการฉายภาพยนตร์มาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลจะมีประกาศออกมาแล้ว

90270893_666760330745029_4654268802396061696_o

มาตรการสั่งปิดโรงภาพยนตร์เช่นนี้จะส่งผลกระทบเช่นไรต่อผู้ประกอบการ พนักงานในบริษัท ตลอดจนอุตสาหกรรมบันเทิงโดยภาพรวมบ้าง คงต้องไปถอดบทเรียนจากประเทศที่เผชิญวิกฤตินี้ก่อนเรามาแล้วอย่างจีน เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ประเทศตะวันตกที่กำลังหาทางรับมือแบบเดียวกับบ้านเรากัน

 

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ประเทศจีน จุดเริ่มต้นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ดำเนินมาตรการป้องกันขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งปิดโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศมาตั้งแต่ช่วงตรุษจีน ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้สูญเสียรายได้บ็อกซ์ ออฟฟิศ ไปมากถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอย่างต่ำ

เพราะปรกติแล้วรายได้หลักของโรงภาพยนตร์จะอยู่ในช่วงตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว คนได้อั่งเปากันกระเป๋าตุง จึงมีเงินจับจ่ายใช้สอยเพื่อความบันเทิงอย่างการมาดูหนังในโรงภาพยนตร์ ที่ค่ายต่างพร้อมใจกันส่งหนังฟอร์มยักษ์มาลงโรงในช่วงนี้กันอย่างคึกคัก

สำหรับตัวเลขความเสียหายอย่างเป็นทางการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนนั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่จีน ทว่ากินวงกว้างไปไกลถึงฮอลลีวู้ด เพราะจีน ซึ่งมีโรงหนังกว่า 70,000 โรงทั่วประเทศ เป็นตลาดหนังที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา จึงมีหนังฟอร์มยักษ์จากทั่วโลก โดยเฉพาะจากฮอลลีวูด ไปเปิดฉายและกวาดรายได้จากที่นั่นเป็นกอบเป็นกำ โดยหนังบางเรื่อง อาทิ Fast and the Furious หรือ Transformers สามารถทำเงินในประเทศจีนได้มากกว่าทำเงินที่ประเทศบ้านเกิดของตัวเองเสียอีก

สำหรับหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องเจอโรคเลื่อน ไม่สามารถเข้าฉายได้ตามกำหนดเดิมนั้นก็มีอย่างเช่น No Time To Die หนังเจมส์บอนด์ภาคใหม่ และ Mulan หนังที่สร้างจากตำนานพื้นบ้านของจีน ซึ่งทางดิสนีย์หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่าน่าจะโกยรายได้จากผู้ชมแดนมังกรไม่น้อย

000_1PS5G7

ทั้งนี้ รายได้บ็อกซ์ ออฟฟิศของจีนเมื่อปี 2019 ขยับขึ้นมาอยู่ที่กว่า 9,000 ล้านดอลลาร์ ไล่บี้ตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศ ของสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์ มาติดๆ โดยจีนได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปี 2020 นี้จะขยับขึ้นมาเป็นตลาดหนังที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่สหรัฐให้ได้ แต่กลับถูกไวรัส COVID-19 ทำให้ฝันสลายไปเสียก่อน

ขณะที่ CNBC รายงานว่า รายได้จากการฉายหนังของจีนคิดเป็นสัดส่วน 33 เปอร์เซนต์ของตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศโลก ดังนั้น การปิดโรงภาพยนตร์ในจีนจึงเปรียบเสมือนการ ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ เพราะผลกระทบนี้รู้สึกได้ไปทั่วโลกนั่นเอง

 

เรียกความเชื่อมั่น...ต้องใช้เวลา

หลังจากที่ปิดมายาวนานกว่า 2 เดือน ตอนนี้โรงภาพยนตร์ในจีนเริ่มทยอยเปิดให้บริการกันบ้างแล้ว ทว่า การจะเรียกความเชื่อมั่นของคนดูกลับมาเหมือนเดิมคงต้องใช้เวลาอีกซักพัก

โรงภาพยนตร์ Zhongying Golden Palm Cinema ในเมืองอูรุมชี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เป็นโรงหนังแห่งแรกที่กลับมาเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากปิดให้บริการไปตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม โดยในวันแรกมีการฉายหนัง 22 เรื่อง แต่ปรากฎว่าไม่มีคนซื้อตั๋วเข้าไปดูเลย แม้ว่าจะมีการสร้างแรงจูงใจด้วยการออกโปรโมชั่นอย่าง ดูหนังฟรีถ้าพ่อแม่พาลูก ๆ มาดูด้วย แล้วก็ตาม

สำหรับเรื่องนี้ นาย Ding ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์ Sohu Entertainment เอาไว้ว่า “เราคงปิดโรงหนังไปตลอดไม่ได้ เราทำได้เพียงให้ความร่วมมือกับทางการ ทดสอบสถานการณ์ไปทีละนิด แล้วดูผลตอบรับจากประชาชนว่าเป็นอย่างไร”

ส่วนเรื่องที่เปิดให้บริการแล้วไม่มีคนดูนั้น นาย Ding บอกว่าถ้าไม่มีหนังใหม่เข้าฉายมันก็ไม่แตกต่างอะไร ไม่ว่าจะเปิดหรือไม่เปิด เพราะตอนนี้ทางโรงภาพยนตร์มีแต่หนังพวกนี้อยู่ในมือ คงต้องรอกันต่อไปว่าจะมีหนังใหม่ ๆ เรื่องไหนมาเข้าโรงฉายบ้าง

ทั้งนี้ เหตุผลที่โรงหนัง Zhongying Golden Palm Cinema ตัดสินใจเปิดให้บริการก็เพราะว่าเขตปกครองตนเองซินเจียงไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายใหม่เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 27 วันติดต่อกันแล้ว (นับถึงวันที่ 16 มีนาคม) รัฐบาลท้องถิ่นจึงอนุมัติให้โรงหนังกลับมาเปิดได้ตามปรกติ โดยนาย Ding บอกว่าตอนนี้มีโรงหนังแบบมัลติเพลกซ์อีก 4-5 แห่งในเมืองอูรุมชี ที่เตรียมตัวมาเปิดให้บริการเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นในเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ สถานการณ์อาจแตกต่างออกไปจากที่อูรุมชี เพราะผลสำรวจความคิดเห็นชาวจีนส่วนใหญ่บอกว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ความบันเทิงสิ่งแรกที่เขาจะทำคือการไปดูหนังในโรงภาพยนตร์

โดยผลสำรวจที่ Maoyan เอเยนต์ขายตั๋วรายใหญ่ในจีน จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 21 มกราคม - 21 กุมภาพันธ์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 97 เปอร์เซนต์ ดูหนังอยู่ที่บ้านในช่วงที่ไวรัสระบาดหนัก แล้วถ้าสถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว มีผู้ตอบแบบสอบถามมากถึง 68 เปอร์เซนต์ ที่ตอบว่าโรงหนังคือความบันเทิงอย่างแรกที่พวกเขาเลือกจะไปดู

ในจำนวนนี้ 33 เปอร์เซนต์ บอกว่าจะรอจนทางการประกาศว่าสามารถควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้อย่างเบ็ดเสร็จก่อนถึงจะออกไปดู ขณะที่ 29 เปอร์เซนต์ บอกว่าแม้จะมีประกาศอย่างเป็นทางการแล้วก็ ‘ขอรอดูก่อน’ ถึงจะกลับไปดูหนังในโรงกันอีกครั้ง

 

ดูหนังแบบมีระยะห่าง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรงภาพยนตร์ในจีนบางส่วนจะกลับมาเปิดให้บริการกันตามปรกติแล้ว แต่ก็เป็นการให้บริการควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด นั่นคือ มีการฆ่าเชื้อในโรงหนังทั้งก่อนและหลังการฉายหนังแต่ละรอบ ส่วนคนดูก็ต้องถูกวัดอุณหภูมิก่อนเข้า และต้องสวมหน้ากากกันทุกคน

นอกจากนี้ยังมีการเว้นที่นั่งในโรงหนังเอาไว้ ไม่ให้นั่งดูติดกัน ส่วนการซื้อตั๋วเข้าชมก็ต้องมาซื้อเองหน้าโรงเท่านั้น จะไม่มีการเปิดให้ซื้อตั๋วออนไลน์ โดยนาย Ding เจ้าของโรงหนัง Golden Palm ในอูรุมชีบอกว่า ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าถ้าขายตั๋วออนไลน์อาจทำให้มีคนดูมากไปจนทำให้เกิดการแออัดในโรงภาพยนตร์จนไม่ปลอดภัยนั่นเอง

เราอยากให้มันค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า ถ้าผลตอบรับดีเราก็จะค่อย ๆ เปิดเพิ่มไปทีละน้อย แต่ถ้ามันแย่ก็คงต้องปิดโรงหนังอีกครั้ง” นาย Ding กล่าว

สำหรับมาตรการเรียกความเชื่อมั่นจากคนดูหนังให้กลับคืนมานี้ โรงภาพยนตร์ในไทยเองก็ได้นำมาใช้ไม่ต่างกับในจีน อย่างเครือ SF Cinema ประกาศว่าระหว่างที่ปิดให้บริการชั่วคราวเป็นเวลา 14 วัน ทางโรงภาพยนตร์จะยังคงรักษามาตรการทำความสะอาดอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับเครือเมเจอร์ กรุ้ป ที่ประกาศว่าจะดำเนินการทำความสะอาด Big Cleaning ในทุกพื้นที่ มีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค อบโอโซน เพื่อเตรียมความพร้อมกลับมาให้บริการ

ขณะที่โรงภาพยนตร์ House สามย่าน ได้เพิ่มมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ ให้พนักงานทุกคนรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาระหว่างปฏิบัติงาน, บริการเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดฟรีตรงจุดจำหน่ายตั๋วและข้างลิฟต์, ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในโรงภาพยนตร์เป็นประจำ, ทำความสะอาดเบาะที่นั่งในโรงภาพยนตร์ทุกวัน, เว้นที่นั่งในโรง เพื่อให้ผู้ชมมีระยะห่าง ลดโอกาสเสี่ยงติดโรค ตลอดจนขอความกรุณาจากผู้ชมที่ป่วย และเพิ่งกลับจากจุดเสี่ยงไม่ให้เข้าชมภาพยนตร์ในช่วงนี้

89519238_10157633052000804_6365234239541084160_n

S__13377667

S__13377668

S__13377682