แอบส่อง 6 เศรษฐีพันล้านฮอลลีวู้ด

May 18, 2020
by ทัศนีย์ สาลีโภชน์

รู้หรือไม่!!! มีคนในวงการฮอลลีวู้ดอยู่เพียง 6 คนเท่านั้นที่ถูกจัดให้เป็นมหาเศรษฐ๊ระดับ billionaire จะเป็นใครบ้าง ต้องตามไปดู

ศิลปิน นักร้อง นักแสดงในฮอลลีวูดส่วนใหญ่จะรวยเข้าขั้นเศรษฐี ใช้ชีวิตหรูหราทั้งเรื่องการกิน การอยู่กันแทบทั้งนั้น

 

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าศิลปินที่รวยเข้าขั้นมหาเศรษฐีพันล้าน (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า billionaire) แม้แต่ในวงการฮอลลีวูดเองยังมีเพียงแค่ 6 คนเท่านั้น

 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นอกจาก ‘เศรษฐีพันล้านแห่งฮอลลีวูด’ เหล่านี้จะมีความโดดเด่นในสายอาชีพของตัวเองแล้ว พวกเขายังประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหลายอย่างอีกด้วย และการต่อยอดทางธุรกิจนี่แหละที่ถือเป็นปัจจัยหลักให้พวกเขารวยเกินหน้าเกินตาเพื่อนพ้องในวงการเดียวกัน

 

วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับพวกเขาทั้ง 6 คนว่ามีใครกันบ้าง

 

1.คานเย่ เวสต์

960x0

 

เริ่มกันที่ผู้ได้รับการยกสถานะให้เป็นเศรษฐีพันล้านคนล่าสุดของฮอลลีวู้ด ‘คานเย่ เวสต์’ แรปเปอร์คนดังวัย 42 ปี ที่แม้จะทำเงินได้ไม่น้อยจากอัลบั้มเพลงฮิตต่าง ๆ ของเขา แต่กลับกลายเป็นว่าผลกำไรจากแบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังอย่าง Yeezy ต่างหากที่ช่วยส่งให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐี

 

นิตยสารฟอร์บส์ประเมินเอาไว้ว่าเวสต์ มีทรัพย์สิทธิ์อยู่ราว 1,300 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เจ้าตัว (ที่ชอบคุยโวเป็นปรกติ) อ้างว่ามีทรัพย์สินอยู่ร่วม 3,300 ล้านดอลลาร์

 

ฟอร์บส์ได้จำแนกสินทรัพย์ของเวสต์เอาไว้ดังนี้ หุ้นบริษัท Yeezy มูลค่า 1,260 ล้านดอลลาร์ เงินสด 17 ล้านดอลลาร์ หุ้นต่าง ๆ 35 ล้านดอลลาร์ อสังหาริมทรัพย์ 21 ล้านดอลลาร์ ยานพาหนะ 3,845,162 ดอลลาร์ ปศุสัตว์ต่าง ๆ 297,050 ดอลลาร์

 

ส่วนรายได้จากการเพลง รวมถึงค่าย G.O.O.D. ของเขานั้นมีมูลค่าอย่างน้อย 90 ล้านดอลลาร์

 

2.ไคลี่ เจนเนอร์

960x0 (1)

 

เซเล็บสาววัย 22 ปี ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘เศรษฐีพันล้านที่สร้างตัวขึ้นมาเอง’ ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์

 

ไคลี่ เจนเนอร์ เป็นน้องเล็กของสาว ๆ ตระกูลคาร์ดาเชี่ยนที่โด่งดังมาจากรายการเรียลลิตี้ ตามติดชีวิตไฮโซของอเมริกาชื่อ Keeping Up with the Kardashians โดยไคลี่นั้นปรากฎตัวในรายการนี้มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จึงทำให้สั่งสมผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียได้มหาศาล

 

ความทรงอิทธิพลมีมากถึงขนาดที่เคยทำให้หุ้นบริษัท Snap ร่วง 7% มาแล้ว หลังจากที่เธอทวีตว่าเลิกใช้แอพนี้เมื่อปี 2018

 

ไคลี่ใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอินสตราแกรม และทวิตเตอร์ทำการตลาดแบรนด์เครื่องสำอางของเธอจนมีรายได้มหาศาลถึง 360 ล้านดอลลาร์ ในปี 2018 จากการประเมินของฟอร์บส์ แล้วพอในเดือนมีนาคม 2019 ฟอร์บส์ก็ยกให้เธอเป็นเศรษฐีพันล้านคนใหม่ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเอง แถมยังมีอายุน้อยที่สุดด้วย (ในตอนนั้นเธอมีอายุ 21 ปี)

 

Business Insider รายงานว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของไคลี่มาจากบริษัทเครื่องสำอาง Kylie Cosmetics ของเธอ ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 1,200 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่บริษัท CoverGirl parent Coty Inc. เข้ามาถือหุ้นใหญ่

 

3.เจย์ซี

960x0 (2)

 

ด้วยความที่เป็นแรปเปอร์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการดนตรีอเมริกา บวกเข้ากับการลงทุนอันชาญฉลาด ทำให้ ‘เจย์ซี’ กลายเป็น ‘แรปเปอร์คนแรกของโลกที่เป็นเศรษฐีพันล้าน’ ด้วยสินทรัพย์สุทธิ 1,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2019

 

ฟอร์บส์รายงานว่า เจย์ซี วัย 50 ปี มีรายได้ก่อนหักภาษีจากอัลบั้มที่ขึ้นอันดับ 1 มากถึง 14 อัลบั้มของเขาไปราว 500 ล้านดอลลาร์ แต่ส่วนใหญ่แล้วความมั่งคั่งของเขาจะมาจากการทำธุรกิจหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าที่ต่อมาได้ขายให้ Iconix ไปเป็นเงิน 204 ล้านดอลลาร์ ในปี 2007

 

เจย์ซียังเป็นเจ้าของร่วมของคอนยัคยี่ห้อ D'Ussé รวมไปถึงการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงชั้นนำอย่าง Tidal

 

โดยเจย์ซีซื้อ Tidal มาในราคา 56ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2015 แล้วพอในปี 2017 บริษัท Sprint ก็เข้ามาซื้อหุ้น 33% ไปในราคา 200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ฟอร์บส์รายงานว่าหุ้นของเจย์ซีในบริษัทนี้มีมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์

 

เท่านั้นไม่พอ เจย์ซียังสะสมงานศิลปะที่มีมูลค่ารวมกันราว 70 ล้านดอลลาร์ ถือหุ้นของ Uber อยู่ 70 ล้านดอลลาร์ แล้วยังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 50 ล้านดอลลาร์อีกด้วย

 

4.โอปรา วินฟรีย์

000_1P13H2 (1)

SUZANNE CORDEIRO / AFP

 

พิธีกรหญิงวัย 66 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐีพันล้านในปี 2003 ปัจจุบัน ฟอร์บส์ประเมินเอาไว้ว่า ‘โอปรา วินฟรีย์’ มีรายได้สุทธิประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์

 

อดีตเด็กยากจนจากมิสซิสซิปปี้ที่กลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ จากการจัดรายการทอล์คโชว์ The Oprah Winfrey Show มายาวนานถึง 25 ปี ก่อนจะวางมือไปในปี 2011 แล้วหันไปทำธุรกิจสื่อแทน โดยเธอเป็นเจ้าของหุ้นสถานีโทรทัศน์ OWN อยู่ 25.5% ถือหุ้น WW International อยู่ 8% แล้วยังทำข้อตกลงผลิตคอนเทนต์ให้กับ Apple TV+ อีกด้วย

 

นอกจากนี้ โอปรายังมีงานบันเทิงอย่างการพากย์เสียงตัวละครต่าง ๆ ในภาพยนตร์เรื่อง Charlotte's Web, The Bee Movie, The Princess and the Frog แล้วก็นำแสดงในภาพยนตร์ Lee Daniels, The Butler, Selma ฯลฯ

 

5.สตีเฟน สปีลเบิร์ก

000_SAWH991022774170

HENNY RAY ABRAMS / AFP

 

ผู้กำกับ 3 รางวัลออสการ์ เจ้าของสมญา ‘พ่อมดฮอลลีวู้ด’ กับสินทรัพย์มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์

 

ความร่ำรวยของสปีลเบิร์ก นอกจากจะมาจากภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมหาศาลหลายต่อหลายเรื่อง ทั้ง Jaws, E.T. the Extra-Terrestrial, Jurassic Park ฯลฯ ที่ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลแล้ว ยังมาจากกำไรจากการขายตั๋วสวนสนุกยูนิเวอร์แซล ซึ่งเป็นสวนสนุกแบบธีมปาร์ค มีเครื่องเล่นต่าง ๆ ที่สร้างมาจากภาพยนตร์ของเขาอีกด้วย

 

ฟอร์บส์รายงานว่า รายได้ส่วนใหญ่ของสปีลเบิร์ก วัย 73 ปี มาจากภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาให้สวนสนุก Universal และการขายบริษัท DreamWorks Animation ให้กับ NBCUniversal เป็นเงินสูงถึง 3,800 ล้านดอลลาร์ ในปี 2016 โดยสปีลเบิร์กเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท DreamWorks Pictures ร่วมกับ เจฟฟรีย์ คัตเซนเบิร์ก และเดวิด เกฟเฟน

 

000_Was839543

 GABRIEL BOUYS / AFP

 

ฟอร์บส์ประเมินสินทรัพย์ของเขาว่ามีมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์ แต่ Billionaires Index ของสำนักข่าว Bloomberg ประเมินสินทรัพย์ของสปีลเบิร์กเอาไว้ว่าสูงกว่า 6,150 ล้านดอลลาร์

 

6.จอร์จ ลูคัส

000_14R8WC

Frederic J. BROWN / AFP

 

ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์หนังมหากาพย์สงครามอวกาศ Star Wars และมหากาพย์หนังแอ็คชั่นผจญภัย Indiana Jones มีมูลค่าสินทรัพย์ราว 5,200 ล้านดอลลาร์ จากการประเมินของฟอร์บส์

 

ถึงแม้จะสร้างหนังระดับตำนานเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะ Star Wars: Episode I - The Phantom Menace ซึ่งเป็นหนังทำรายได้สูงสุดของเขาด้วยตัวเลขบ็อกซ์ ออฟฟิศ 474 ล้านดอลลาร์ แต่ บลูมเบิร์ก ระบุว่าจริง ๆ แล้วรายได้ส่วนใหญ่ของลูคัส วัย 75 ปี มาจากการขายค่ายหนัง Lucasfilm ให้กับ Disney เป็นมูลค่า 4,050 ล้านดอลลาร์ ในรูปของเงินสดและหุ้น เมื่อปี 2012 ต่างหาก

 

โดยฟอร์บส์ประเมินว่า ลูคัสมีสินทรัพย์อยู่ 5,200 ล้านดอลลาร์ แต่ Billionaires Index ของ Bloomberg ประเมินเอาไว้ที่ 6,760 ล้านดอลลาร์

 

ตอนแรกลูคัสฝันอยากจะเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ แต่ประสบอุบัติเหตุรถชนปางตายเลยต้องเบนเข็มมาทำหนังแทน โดยเขาเข้าเรียนด้านภาพยนตร์ที่ USC (University of Southern California) ก่อนจะมาตั้ง Lucasfilm ที่เขาวางมือไปในปี 2012 แล้วหันไปให้ความสนใจกับการทำหนังอิสระแทน