จะแก้ 'ฝุ่นควัน' ได้.. ต้องมีเจตจำนงทางการเมือง

February 24, 2020
by บัณรส บัวคลี่, คอลัมน์: สมรู้ ร่วมคิด 

เมื่อรากเหง้าของมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 คือ 'conflict of interests' การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความเข้าใจและนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ

ปัญหามลพิษฝุ่นควัน PM2.5 เป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละพื้นที่มีปัจจัยรายละเอียดไม่เหมือนกัน กทม. ภาคเหนือ อีสาน ใต้ มีฝุ่นที่มาจากคนละสาเหตุ...

ไม่ใช่แค่นั้น เจ้าปัญหานี้ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้คนเรือนล้าน ตั้งแต่ชาวดอยชนเผ่าในป่าเขาไปจนถึงมหาเศรษฐีนักธุรกิจหมื่นล้าน การจะแก้ปัญหานี้ให้ได้นั้นไม่ง่ายเลย หากสาเหตุมาจากแค่ไฟป่าหรือเรื่องโลกร้อนมันก็คงง่ายกว่านี้ แต่ฝุ่นควันเป็นวิถีชีวิต เป็นกิจกรรมเพื่อปากท้องเศรษฐกิจของมนุษย์

รากเหง้าของมลพิษฝุ่นควันคือความขัดแย้ง conflict of interests ระหว่างกลุ่มคน มันซับซ้อนตรงที่บทบาทของมนุษย์แต่ละคนเป็นทั้งผู้ก่อมลพิษและเป็นผู้รับผลกระทบเอง พ่อคนหนึ่งขับรถปิคอัพอายุ 10 ปีไปส่งลูกที่โรงเรียนประถม มาตรฐานไอเสียของปิคอัพในประเทศไทยเรามากกว่า 10 ล้านคันยังเป็นมาตรฐาน ยูโร 3 ปล่อยมลพิษ PM2.5 มากกว่ารถเก๋งบนท้องถนน เขาแวะซื้อหมูปิ้ง-ข้าวเหนียวข้างทางเจ้าประจำ นี่ก็แหล่งมลพิษ แต่เขาก็กลัวลูกๆ จะสูดดมฝุ่นควันเขาย้ำให้ลูกสวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลาที่อยู่นอกห้อง

มีเรื่องเล่าของชนเผ่าบนดอยปลูกข้าวกินเองจังหวัดหนึ่ง ข้าวไร่ที่ปลูกเองของพวกเขานี่ทำบนไร่หมุนเวียนที่ต้องใช้ไฟ มีฤดูหนึ่งที่รัฐห้ามเผาเด็ดขาด เขาก็รอ... รอให้อำเภอแจ้งว่าให้เผาได้ แต่ฝนกำลังมา หากเขาไม่ได้เผาเตรียมแปลงไว้ฝนมาก็จะไม่ได้เผา สุดท้ายไม่มีข้าวกินทั้งหมู่บ้าน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนักปกครองของจังหวัดนั้นต้องไปเจรจาขอร้องพร้อมกับให้คำมั่น ขอไม่ให้เผาเพราะอากาศกำลังแย่มาก จะซ้ำเติมผู้คนในเมือง และหากฝนมาก่อน ผู้ว่าฯ รับปากจะรับผิดชอบซื้อข้าวให้เพียงพอกับคนในหมู่บ้านนี้ได้กินทั้งปี ...โชคดีที่ปีนั้นอากาศคลี่คลาย ชนเผ่านั้นได้เผาแปลงเตรียมปลูกเพื่อจะได้ข้าวกิน

ชาวไร่อ้อยขนาด 50 ไร่ย่านภาคเหนือตอนล่างจังหวัดหนึ่งกลุ้มใจมาก ปีนี้แรงงานตัดอ้อยหายากที่สุด เทียบกันแล้วสู้เผาดีกว่า แม้จะขายได้ราคาต่ำกว่าแต่ก็คุ้มค่า เขารู้ว่าสังคมกำลังเพ่งเล็งและกดดัน มีสื่อเขียนว่าทำไมไม่ใช้เครื่องจักร พูดเหมือนง่าย ที่จริงทำไม่ได้หากไม่ได้เตรียมแปลงสำหรับรองรับเครื่องจักรเข้ามา การจะใช้เครื่องจักรได้ต้องรื้อแปลงใหม่ซึ่งแน่นอนหมายถึงเงินลงทุนก้อนใหญ่ ปีนี้ไม่ไหวขอเผาต่ออีกสักปี ...ในคืนนั้น มีไฟลึกลับลามมาจากริมถนนหลวงซึ่งอยู่ต้นลม ลามเข้าไปในไร่อ้อย ...ไฟจากที่อื่นลามเข้าไป เพียงพอจะเป็นคำอธิบายต่อหน่วยงานรัฐได้บ้าง

เรื่องราวที่ยกมา เป็นแค่หนึ่งในหลายล้านตัวอย่างเล็กๆ ของ conflict of interests ของปัญหามลพิษฝุ่นควัน เพราะที่จริงแล้วปัญหานี้ใหญ่กว่าที่ยกตัวอย่างมากหลายเท่านัก

จนกระทั่งบัดนี้ประเทศไทยเรายังไม่มีค่ามาตรฐานมลพิษฝุ่น PM2.5 จากปากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม เพราะมาตรฐานที่ว่ามาทีหลัง ปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้ค่ามลพิษฝุ่นรวม (TSP) ปล่อยจากปากปล่องที่ระดับ 240-320 มคก./ลบ.ม. โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ พิสูจน์ว่ามีฝุ่นขนาดต่ำกว่า PM2.5 ถูกปล่อยมาในสัดส่วนใด แน่นอน การจะออกกฎใหม่เข้มงวดการปล่อยมลพิษ ก็คือเงินลงทุนที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องควักจ่าย

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังย่ำแย่ก็เช่นกัน หากรัฐบังคับให้เริ่มใช้มาตรฐาน ยูโร5 ทันที ก็หมายถึงเม็ดเงินที่ใส่ลงไปในสายพานการผลิตซึ่งนี่เป็นการเสี่ยงมากๆ เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์ฟอสซิลไปเป็น EV กันหมดแล้ว

ข้าวโพดและอ้อย เป็นสองพืชอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมากสุด น้ำตาล อาหารสัตว์ และเนื้อไก่แช่แข็ง เป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ปีละเป็นแสนล้านให้กับประเทศไทย ระยะ 5-6 ปีมานี้ รัฐบาลมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยเพื่ออุตสาหกรรมส่งออกดังกล่าว แต่พืชที่ว่าต้องใช้ไฟในการจัดการ ภาคเหนือตอนล่างและอีสานที่ปกติทุกปีไม่เคยมีปัญหามลพิษฝุ่นควันอากาศก็เกิดมี ก็ต้องยอมรับว่าไฟและฝุ่นควันนำมาซึ่งรายได้เศรษฐกิจและเป็นปากท้องของผู้คนไม่น้อย แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสุขภาพของผู้คนอีกไม่น้อยเช่นกัน

นี่แหละคือโฉมหน้าของ conflict of interests

ภาคเหนือตอนบนเป็นป่าเขาล้อมรอบแอ่งที่ราบแคบๆ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ป่าถึงราว 70 เปอร์เซ็นต์ จังหวัดอื่นๆ ก็ระหว่างนี้ 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้น ยกเว้นก็แต่เชียงรายจังหวัดเดียวที่มีพื้นราบเยอะหน่อย ตัวเลขการเผาแต่ละปีส่วนใหญ่จึงเกิดในป่าทั้งป่าอนุรักษ์และป่าสงวน แต่ต้องดูดีๆ ครับ เพราะบางป่าเป็นเขตชุมชน บางป่าเป็นแหล่งทำกิน และชุมชนทางเหนือส่วนใหญ่มักจะมีพื้นที่บ้านติดกับป่าทั้งนั้น คนที่มีสวนต้นไม้ลำไย ลิ้นจี่ก็กลัวไฟจากป่าลามลงมาถึงสวนตน การจุดไฟจึงเกิดได้ตลอดเวลาในฤดูใบไม้ทิ้ง ...เหตุผลว่าด้วยการทำมาหากินจึงมีอยู่อย่างชัดเจน ทางเหนือไม่ได้มีแค่ไฟป่าหรอก

ฯลฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าใจดีถึงเงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าจึงมีคำพูดออกสื่อประมาณว่าจะแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ต้องคิดเยอะ มีคนได้รับผลกระทบเยอะ

การที่รัฐบาลระมัดระวังต่อปัญหาละเอียดอ่อนที่มีผลกระทบเยอะ ดีครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าผลที่จะกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก จะเป็นข้ออ้างไม่ให้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เพราะที่สุดแล้วผลกระทบของมลพิษฝุ่นควันทางอากาศมันมากมายมหาศาล ทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งมีค่าที่สุดของรัฐนะครับ

ถ้าคนรุ่นนี้งอมแงมด้วยโรคทางเดินหายใจที่จะส่งผลในอีก 10-15 ปีข้างหน้าประเทศแย่แน่ การท่องเที่ยวเป็นรายได้สำคัญที่สุดไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นปฏิปักษ์กับมลพิษอากาศโดยตรง ที่สุดแล้วอย่างไรก็ต้องแก้ ดังที่พยายามทำๆ มาได้ผลบ้าง (แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ผล) 

นี่เป็นความท้าทายต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองโดยตรง? ...เพราะเนื้อหาสาระของ conflict of interests ชื่อก็บอกตรงๆ ว่าเป็นความขัดแย้ง หากตัดสินใจเลือกข้างนี้ อีกข้างก็กระทบ

ดังนั้น ในหลายปีมานี้ มาตรการของรัฐส่วนใหญ่เลือกบังคับเอากับกลุ่มที่มีปากเสียงน้อยที่สุด เช่นบังคับเกษตรกรพื้นราบห้ามเผาช่วง 60 วัน ส่วนคนในเขตป่ามากกว่านั้น มาตรการห้ามยังรวมไปถึงการขอแรงไปช่วยดับไฟ ไปช่วยลาดตระเวน และคาดโทษกรณีปล่อยให้เกิดไฟในเขตใกล้เคียง

การบริหารจัดการ และตัดสินใจใดๆ บนความขัดแย้งที่กว้างขวาง นำมาสู่เลือกปฏิบัติ แต่ที่สุดแล้วการเลือกปฏิบัติก็เท่ากับการสะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนที่ก่อมลพิษที่ไม่เท่าเทียมกัน แก้ปมนี้ ... ปมใหม่ก็ผุดขึ้นมา

การเมืองก็คือเวทีจัดการความขัดแย้งและผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ การจะแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันให้สำเร็จรวดเร็วจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่าจะเลือกไปทางไหน เมื่อ 10 ปีก่อนประเทศจีนมีมลพิษอากาศหนักหนาที่สุดของโลก แต่เมื่อรัฐบาลมีความชัดเจนเด็ดเดี่ยว ทุกมาตรการจึงมุ่งหน้าตอบสนองที่นโยบายเดียว

เมื่อย้อนมาดูบ้านเรา ต่อให้มีวาระแห่งชาติผ่านเข้า ครม. แล้วก็ตาม แต่เมื่อมาสู่ทางเลือกจริงกลับยังตัดสินใจไม่ได้เด็ดขาด มาตรการแก้ฝุ่นจนถึงบัดนี้ก็เลยยังก้ำๆกึ่งๆ ขุ่นๆ มัวๆ อย่างที่เห็น