Covid-19 : คน ‘หวาดกลัว’ แต่ ‘โลก’ ปรับตัว

March 24, 2020
by กนกพร โชคจรัสกุล

ขณะที่มนุษย์หยุดกิจกรรมแทบทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเองจากโควิด 19 ธรรมชาติก็เริ่มส่งสัญญาณดี ...นี่คือมุมบวกของโรคระบาดหรืออาจเป็นแค่ภาพลวงตา!

 

  • โลกหยุดชะงัก

แทบทุกเมืองทั่วโลกในเวลานี้กำลังถูกปิด เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกันของประชากร ลดปริมาณการแพร่กระจายโรคระบาดไวรัส Covid-19 ให้น้อยลง สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนก็เงียบสงบ ผู้คนเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน เฝ้ารอให้โรคระบาดจากไป ชั่วระยะเวลาที่หยุดนิ่ง กลับกลายเป็นสวรรค์ของธรรมชาติและสรรพสิ่งที่มีชีวิตรายล้อมร่วมโลกกับเรา แต่เราไม่เคยเห็นหรือให้ความสำคัญ เมื่อมนุษย์หายไป สัตว์ต่างๆ และธรรมชาติก็กลับคืนมา

คลองเวนิส ในอิตาลี ที่เคยพลุกพล่านเต็มไปด้วยผู้คน ถูกแทนที่ด้วยสัตว์ต่างๆ หงส์, ปลาเล็กปลาน้อย ว่ายเวียนมาให้เห็น น้ำในคลองที่เคยขุ่นคลั่กเป็นสีโคลนก็กลายเป็นน้ำใส มองเห็นถึงก้นคลอง

 

2_4

เวนิส อิตาลี

 “เมื่อไม่มีการสัญจรทางเรือในลำคลอง ตะกอนต่างๆ ก็นอนอยู่ก้นคลอง ไม่ถูกกวนให้ขึ้นมาอยู่ผิวน้ำ ทำให้น้ำในคลองดูใสสะอาดกว่าปกติ แม้มลภาวะทางน้ำในคลองเวนิสจะไม่ได้ลดน้ำลง แต่อากาศในเมืองกลับดีขึ้น เพราะปริมาณไอระเหยและการสัญจรที่ลดลง จากมาตรการจำกัดการเดินทางของผู้คน” โฆษกนายกเทศมนตรีเมืองเวนิส กล่าวถึงปรากฎการณ์นี้

 อิตาลี เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก COVID-19 ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อล่าสุด (21มี.ค.63) เพิ่มขึ้นถึง 6,557 ราย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวม 53,578 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 4,825 ราย และแม้ว่ามาตรการปิดเมืองที่ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วจะยังไม่อาจบรรเทาความรุนแรงของการระบาดลงได้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับส่งผลดีต่อธรรมชาติ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่เคยได้รับความนิยม

 

  • ธรรมชาติกลับคืนมา 

ไม่เฉพาะต่างประเทศ ประเทศไทยก็มีข่าวดีเช่นเดียวกัน ที่ หมู่เกาะสุรินทร์ ปะการังกอใหญ่ที่เคยเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ขณะนี้กำลังสวยงามเบ่งบานออกมาให้ได้ชม

 “แนวปะการังแห่งนี้ใหญ่ที่สุดในอันดามัน พื้นที่มากกว่าสิมิลัน 4 เท่า เป็นความงดงามของการดำน้ำน้ำตื้น เมื่อ 25-30 ปี คนจะไม่พูดถึงสิมิลัน พีพี หลีเป๊ะ แต่เราจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องไปเกาะสุรินทร์... 

ความงดงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถูกพิสูจน์ถึงสามครั้ง ทั้งสึนามิและปะการังฟอกขาว 80-90 เปอร์เซ็นต์ตายหมด จนวันนี้ได้มาเห็นภาพของ Petch Manopawitr นักวิชาการที่พาลูกไปดำน้ำที่เกาะสุรินทร์และถ่ายภาพมา ภาพกอปะการังเขากวางขนาดยักษ์ เบิกบานสะพรั่งงดงาม...” ผศ.ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กล่าวถึงกอปะการังแห่งนี้ใน Facebook เที่ยวกับธรณ์ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.63 เพื่อบอกกล่าวให้เรารับรู้ข่าวดีนี้ว่า ธรรมชาติกำลังกลับคืนมา

 84223

ปะการังเขากวาง ที่หมู่เกาะสุรินทร์ / ภาพจากเฟซบุุ๊ก Petch Manopawitr

“ธรรมชาติที่กลับมา มันสอนเราว่า พอจีนหยุด อากาศใสปิ๊งเลย ก๊าซเรือนกระจกหายไป ทุกอย่างสดใส คลองเวนิสก็ใสแจ๋ว สิ่งเหล่านี้กำลังสอนเรา สมัยก่อนเราใช้ข้ออ้างพัฒนาเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง เอารายได้เป็นที่ตั้ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แค่สามเดือนเท่านั้นเอง สิ่งที่ทำกันมา 10-20 ปี มันหายไปหมด แต่ถ้าคุณเอาเงินมาอนุรักษ์ธรรมชาติเมื่อ 5 ปีก่อน อย่างน้อย ธรรมชาติก็สวยขึ้น ไม่เจ๊งเหมือนตลาดหุ้นไม่รู้กี่แสนล้านบาท เงินลงทุนมันเป็นแค่ภาพมายา มันหายไปได้หมด

ถ้าคุณเข้าใจธรรมชาติเจียดเงินบางส่วนมาดูแลธรรมชาติ อย่างน้อยเมื่อเกิดอะไรขึ้น มันก็ยังอยู่ โลกจะสวยได้ถ้าเกิดมนุษย์หยุดบ้าง ต่อจากนี้มนุษย์ก็ไม่ควรทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างไปกับเรื่องของเงินหรือเรื่องของรายได้อย่างเดียว เพราะเราตระหนักแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันสามารถหายไปได้ในพริบตา เราควรมาเฉลี่ยทำให้มันเหมาะสม ทำให้โลกสวยด้วย แล้วเป็นเกราะป้องกันด้วย”

อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะดีใจเกินไป เพราะธรรมชาติสวยงามที่เห็น อาจเป็นด้านดีแค่ชั่วคราว

“สิ่งที่กำลังจะตามมาคือ โรคระบาดส่วนใหญ่มีของใช้แล้วทิ้งที่มีส่วนผสมของไมโครพลาสติกเต็มไปหมด หน้ากาก, ขวดเจล, หลอดเจล ตอนนี้กำลังไหลลงทะเล เดิมเรามีกิจกรรมเก็บขยะอาทิตย์ละหลายสิบครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีใครทำแล้ว คน 100-200 ไม่มารวมตัวกัน ขยะใช้แล้วทิ้งก็เยอะขึ้น ขยะทะเลที่มาจากนักท่องเที่ยวจริงๆ มี 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 80 เปอร์เซนต์มาจากในเมือง เดิมเราใช้หน้ากากเดือนหนึ่งล้านกว่าชิ้นก็จะเป็น 30-50 ล้านชิ้่น ขวดเจล, แก้วน้ำ ก็เพิ่มขึ้น เพราะร้านกาแฟไม่รับแก้วส่วนตัวแล้ว 

สิ่งที่ทำได้คือ กำจัดให้ถูกต้อง ขยะติดเชื้่อใส่ถุงแยกไว้ ประเทศไทยเผาขยะติดเชื้อทีหนึ่ง 40 ตันต่อวัน แล้วตอนนี้ก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น เราจึงต้องใช้ซ้ำให้มากที่สุด ซื้่อเจลมาเติมเอา ลดเจลหลอดพกพา ถ้าสั่งอาหารดิลิเวอรี่ก็บอกเขาว่าให้รวมถุง ผมเอาปิ่นโตติดตัวตลอด เวลาไปซื้อข้าวอาหารตามสั่ง

ประเด็นที่สอง อุทยานแห่งชาติทางทะเล 4-5 แห่ง เลี้ยงอุทยานฯอื่นๆ เกือบทั้งหมด 150 แห่ง ปีหนึ่งพีพีได้ 500 กว่าล้าน สิมิลัน 400 กว่าล้าน เจ้าหน้าที่อยู่ได้ด้วยเงินนี้ น้ำมันไม่มี รถไม่วิ่ง การตรวจตราดูแล ต้องใช้เงินงบประมาณ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปถึงสิ้่นปี ก็ต้องกลับมาที่ชาวบ้าน, นักท่องเที่ยว, อาสาสมัคร, ผู้คน ต้องช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยกันแจ้ง ช่วยกันบอก ช่วยรักทะเลให้มากขึ้น รักป่าเขาให้มากขึ้น เวลารัฐบาลอัพสกิลชาวบ้านหรือมัคคุเทศก์ก็ช่วยเพิ่มโปรแกรมการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าไปด้วย” อ.ธรณ์ นำเสนอ

 

  • โลกอยู่ได้ เราอยู่ดี

แนวทางปฏิบัติในขณะนี้ก็คือ ดูแลตัวเองให้รอดจากการระบาดของโรค COVID-19 จากนั้นก็หันไปดูแลธรรมชาติที่เราปล่อยปละละเลยจนถูกทำลาย

“ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าไวรัสมันมาจากไหน เป็นการ Rethink ให้กับมนุษย์ว่า เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง แล้วเราก็ไม่ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ โลกเอากลับคืนเบาๆ แค่นั้น ช่วยกรุณาเข้าใจว่า เราเป็นแค่ตัวเล็กๆ ในโลกนี้ อย่าไปยุ่ง อย่าไปรังแกเขามาก ถ้าเรามีต้นไม้มีธรรมชาติที่ดีกว่านี้ มันอาจจะช่วยได้ อย่างน้อยเวลาเรามีปัญหาก็จะได้ดูสัตว์ ดูธรรมชาติ ปลอบใจได้ เวลาที่คุณรู้สึกไม่ดี” อ.ธรณ์ ให้ข้อคิด

 20200218182349424

 

อีกมุมหนึ่ง นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ แทนไท ประเสริฐกุล ผู้ผลิตรายการ WitCast ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า การทำลายธรรมชาติคือตัวการ

“มีความรู้สึกว่าเหมือนเราดูหนังเอเวนเจอร์ภาคล่าสุด ที่ตัวร้ายทานอสดีดนิ้วแล้วคนหายไปครึ่งโลก กัปตันอเมริกาขับรถผ่านชายทะเล มองเห็นปลาวาฬกลับคืนมา มันเป็นเรื่องจริงนะ ถ้ามนุษย์ลดบทบาทของตัวเองลง ในการไปยุ่งกับธรรมชาติ มันจะมีการฟื้นฟูกลับมาของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เยอะแยะเลย อย่างการปิดอ่าวในฤดูการท่องเที่ยว มันช่วยให้ปะการัง ปลาเล็ก ปลาน้อย ได้ฟื้นฟู เรือประมงไม่ได้จับ ปลาตัวเล็กๆ ก็ได้โตเป็นปลาใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้น เราแค่จะหลบไวรัส ไม่ได้ตั้งใจจะเซฟธรรมชาติ แต่พอมันเกิดผลข้างเคียงอย่างนี้ก็เป็นการ Remind ให้เราเห็นว่า อิทธิพลของคนมีผลจริงๆ เมื่อเราเห็นอย่างนี้แล้ว ต่อไปเราก็สามารถมีสติทำเรื่องพวกนี้ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวกับไวรัส

แต่ก็ยาก เพราะคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มองเห็นอะไรในระยะใกล้ๆ ใกล้ทั้งระยะทางแล้วก็ใกล้ทั้งเวลา เราไม่ได้คิดเลยไปถึงรุ่นอีกร้อยปีข้างหน้า ไม่ได้คิดไกลไปเกินกว่าวันนี้ ครอบครัวเรา คนรู้จักเราจะเป็นยังไง ไม่ได้คิดไกลไปถึงปลาเล็กปลาน้อยในลำธาร ไม่ได้รู้สึกว่าเราทำอะไรผิด เราแค่ใช้ชีวิตไปตามยุคสมัย

เราไม่สามารถเอาข้อมูลมาค้างไว้ในหัวเราได้ว่า ทำอย่างนี้ปุ๊บ ปลาจะตายไปกี่ตัว หรือน้ำจะหายใสไปกี่หน่วย เราแค่ใช้ชีวิตธรรมดาของเราไป ทิ้งสบู่ลงน้ำ ซักผ้า ล้างจาน กินข้าว ซื้อของ ทิ้งขยะ ไม่ได้รู้สึกว่าไปทำอะไรให้เกิดความเสียหายตรงไหน มันจึงเป็นเรื่องยาก แต่นี่ดันมีไวรัสเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนร่วมมือกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เป็นอุทาหรณ์ดี” แทนไท ตั้งข้อสังเกต และว่ามนุษย์นั่นเองเป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบาด

"ยิ่งขยายโซนชุมชนคนเมืองไปชนขอบกับป่า ขอบธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่เชื้อพวกนี้ปกติอยู่ในสัตว์ จะข้ามมาสู่คนได้ก็เยอะขึ้นๆ อย่าง อีโบล่า เกิดจากเราไปทำลายป่าแอฟริกา จับสัตว์ป่ามา กินเนื้อสัตว์ป่า ไข้หวัดนก, ซาร์ส ก็เริ่มต้นมาจากตลาดค้าสัตว์ป่า ไวรัสโคโรน่านักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นสายพันธุ์ที่เริ่มจากค้างคาวแล้วข้ามต่อมาที่ Pangolin (ตัวนิ่ม) แล้วมาถึงคนเพราะการค้าตัวนิ่มในตลาดสด ยังไม่เอ่ยถึงว่ากินตามความเชื่อที่ผิดอีกต่างหาก”

ดังนั้นหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคต โลกของเรามีแนวโน้มจะเจอโรคระบาดเช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะรุนแรงกว่าครั้่งนี้ด้วยซ้ำ

“โรคระบาดที่เราเผชิญอยู่เป็นภัยธรรมชาติที่คาดเดาได้ง่ายที่สุดแล้วว่าจะเกิดขึ้น นักวิจัยทำนายว่ามันมาแน่ แต่มาเมื่อไรไม่รู้ ครั้งนี้เป็นแค่หนังตัวอย่าง เป็นเชื้อที่ระบาดเร็วแต่ไม่รุนแรง เหมือนการทอยลูกเต๋าเสี่ยงโชค โชคดีจะมีแจ็คพ็อทที่ทอยออกมาได้โรคที่ระบาดเร็วและรุนแรงด้วย ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าสไตล์การใช้ชีวิตของมนุษย์ยังเป็นอยู่แบบนี้”

ทุกวันนี้ถือว่าโชคดี ที่เรามีแพทย์และนักวิชาการที่มีองค์ความรู้มากพอที่จะตั้งรับป้องกันการระบาดได้บ้าง

“เมื่อรู้ว่าเชื้อโรควิวัฒนาการผ่านการติดจากสัตว์มาคน ถ้าเราระวังมาตรฐานความสะอาด และโซนที่คาบเกี่ยว เช่น ตลาดค้าของสด ชายแดนที่บุกรุกป่าล่าสัตว์ มันก็มีผลนะ มาตรการสาธารณสุขรอบนี้ทำให้คนตื่นตัวขึ้นมาว่าถ้ามีโรคระบาดมาเราควรป้องกันยังไง แต่การเกิดที่ห่างรุ่นเกินไป คนเราแค่ 10 ปีก็ลืมแล้ว อย่างยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไข้หวัดสเปนฆ่าคนไป 50 ล้านคนทั่วโลก ก็ไม่ได้ฝังอยู่ในความทรงจำของคนเรา แล้วเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ความผาสุกของมนุษย์ปัจจุบันมีค่า ความเจริญ ความสำเร็จ การอยู่รอดปลอดภัย การแพร่ประชากรมนุษย์ ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว คนทุกเพศทุกวัย มีชีวิตมีความเป็นอยู่ที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น บวกลบ 100 ปีจากจุดที่เราอยู่ เป็นช่วงที่เจริญเร็วเสียจนเผชิญกับผลลบของความเจริญนั้น คือถ้าเป็นเมื่อก่อน ไม่ต้องคิดมากเลย ตายก็คือตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงตาย แต่ปัจจุบันเรารู้ว่าเพราะอะไร และรู้ว่าทำยังไงจึงจะป้องกันได้ มันอาจจะทะเลาะกันเยอะหน่อยกับหลายฝ่าย แต่อย่างน้อยก็ไม่สิ้นหวัง ต้องคุยต้องช่วยกันต่อไป”

ที่สำคัญคือ มนุษย์ต้องอ่านรหัสนัยจากธรรมชาติให้ดี ธรรมชาติที่กลับคืนมาเพื่อเตือนให้รู้ว่า การอยู่ร่วมกัน ต้องเคารพขอบเขตซึ่งกันและกัน มากกว่าจะเอาประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว ถ้ามีการบริโภคหรือกอบโกยที่มากมายผิดปกติ ผลร้ายก็จะติดตามมา