วิวัฒน์ ศัลยกำธร : วิกฤติ ‘โควิด-19' เราจะรอดไปด้วยกัน

April 6, 2020
by เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

แนวโน้มการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 คาดว่าจะลากยาว สำหรับคนที่มีผืนดินอยู่บ้าง ลองหันมาพึ่งพิงตนเอง ปลูกทุกอย่างที่กินได้

 

“จริงๆ แล้วคนไทยผลิตอาหารเหลือล้นให้คนทั้งโลก เราเป็นแหล่งสำรองอาหารให้เพื่อนทั่วโลก ไม่ใช่ว่าเกิดวิกฤติแล้ว เราต้องสั่งอาหารจากนอกประเทศ คนไทยต้องไม่อด ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย” 

อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวในช่วงกักตัวอยู่บ้านในภาวะวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 

ชีวิตที่ผ่านมา เขาไม่เคยอยู่บ้านนานขนาดนี้ เพราะต้องตระเวนไปตามพื้นที่ต่างๆ สอนชาวบ้านให้พึ่งพิงตนเองในทุกๆ รูปแบบ และลงมือทำการเกษตรร่วมกับหลายชุมชน ปลูกผัก ข้าว ผลไม้ ทำสิ่งของเครืี่องใช้ง่ายๆ ในครัวเรือน

และเมื่อมีโอกาสอยู่บ้าน เขาบอกว่า ก็ดูแลครอบครัว ทำกับข้าวกินเอง ออกกำลังกาย ทุกๆ วันก็มีประชุมกับคนในเครือข่ายผ่านออนไลน์  และอยากให้คนไทยพึ่งพิงตนเองได้ 

“ที่่ผ่านมาเราให้ชาวบ้านรวมตัวกันเป็นชุมชน แล้วสร้างระบบผลิต ของกินของใช้ สร้างที่อยู่อาศัยเอง ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน เป็นสังคมบ้าน-วัด-โรงเรียน แต่ไม่ต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนอดีต ก็อยู่ในโลกโซเชียลนี่แหละ เราตีนติดดิน แต่บินเหนือฟ้า เราก็อยู่บนโลกออนไลน์ สื่อสารผ่านดาวเทียม"

เพราะที่ผ่านมาธรรมชาติถูกทำลายทุกวัน ระบบนิเวศย่ำแย่ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ รวมถึงโรคระบาด

“ที่ผ่านมา 22 จังหวัดประกาศภัยแล้ง ชาวบ้านไม่มีน้ำกินน้ำใช้ในหลายๆ ตำบล ยังเป็นปัญหา นี่คือปัญหาภัยพิบัติ แล้วโรคระบาดก็มาอีก จากนั้นคงตามด้วยความอดอยาก ข้าวยากหมากแพง เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งประเทศอื่นรู้ข้อมูลดีอยู่แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเตือนมาตลอด ทรงทำศูนย์การศึกษาการพัฒนา ทำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เน้นพอกินพอใช้ แต่ทุกวันนี้ตื่นตระหนก กักตุนสินค้า ยูเอ็นก็เตือน เรื่องความยากจน เป็นประเด็นใหญ่ของโลก แต่บ้านเราก็กลัวเรื่องหาเงิน กลัวไม่มีนักท่องเที่ยว กระทรวงเกษตรแทนที่จะสนใจเรื่องคนไม่มีจะกิิน กลับไปสนใจเรื่องผลิตอาหารสัตว์เพื่อขาย” อาจารย์ยักษ์ เล่า และบอกว่า

“ภาคการเกษตรต้องให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารทุกหมู่บ้าน แต่ที่ผ่านมาไม่มีเป้าหมายเลย เป็นการเกษตรแบบหาเงินอย่างเดียว สุดท้ายเกษตรกรก็ไม่เหลืออะไร เพราะสู้เกมการตลาดไม่ไหว ก็ต้องขายที่ดิน เมื่อไม่มีที่ดิน ก็ต้องบุกรุกป่า จนทุกวันนี้ป่าไม่เหลืออะไรแล้ว”

 

เมื่อถามเรื่อง 'ความอดอยาก' กำลังจะเป็นปัญหาหรือไม่

อาจารย์ยักษ์ บอกว่า หลายแห่งในโลกกำลังมีปัญหา ประมาทไม่ได้ ตอนนี้อาหารแพง คุณภาพอาหารต่ำ น้ำไม่เพียงพอ เกิดขึ้นแล้วในชนบทหลายพื้นที่ในบ้านเราและทั่วโลก

“ตอนนี้ก็มีภาวะกักตุนอาหาร เงินก็ไม่มีใช้กัน จนมีมาตรการไม่ให้ส่งไข่ออกนอกประเทศ ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหาร ก็ต้องสนใจเรื่องการกระจายอาหารด้วย เพราะอาหารไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนที่มีอำนาจซื้อ ขณะที่หลายพื้นที่ไม่มีกิน ทำให้คนทิ้งชนบทอพยพมาอยู่ในเมือง พอเมืองเกิดวิกฤติ คนก็กลับชนบท หนักไปอีก”

เมื่อคนอพยพกลับบ้านก็ต้องผลิตอาหารพึ่งพิงตนเอง เรื่องนี้อาจารย์ยักษ์บอกว่า มูลนิธิของพวกเขามีเครือข่าย 6-7 แห่งก็พยายามทำเรื่องการผลิตอาหาร เปิดฝึกอบรมการเกษตรมาต่อเนื่องหลายปี 

"ก่อนโรงงานจะเจ๋ง เรารู้ล่วงหน้ามาหลายปี เพราะในที่สุดคนจะตกงานจากผลกระทบทั้งสงครามเศรษฐกิจ ดิสรัปชั่นในหลายๆ เรื่องไม่ใช่แค่เทคโนโลยี การระบาดของโควิดหลายอาชีพต้องหยุดไปเลย พังพินาศ เพราะรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว หยุดชะงักไปเลย  

ส่วนคนที่มีที่ดินก็ไม่ได้ผลิตอาหารเลี้ยงตัวเอง แต่ไปปลูกข้าวโพด ส่งไปเป็นอาหารสัตว์ ปลูกมันสำปะหลัง อ้อยและยาง เข้าโรงงานอุตสาหกรรม ผมเตือนแล้วว่า ไม่ใช่อาหารคน ก็ปลูกไปเพื่อแลกกับเงิน ในทุกพื้นที่มีปัญหา เครือข่ายเราก็ทำงานอบรมให้คนรู้จักคำว่าพึ่งพิงตนเอง  

คนที่เชื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ก็สามารถพึ่งพิงตนเองได้ แต่ก็มีคนที่เชื่อว่าเศรษฐกิจต้องเดินหน้าแบบอเมริกาและเกาหลีใต้ อยากจะเป็นเสือตัวที่ 5 เพราะเกาหลีใต้บอกว่า ไทยมีศักยภาพทำได้เหมือนพวกเขา แต่เราต้องก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ก่อน ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเตือนไว้ว่า เราไม่ต้องการเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างนั้น ประเทศอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแบบนั้น มีแต่ถอยหลัง”

นอกจากนี้ อาจารย์ยักษ์บอกว่า ถ้าไม่ปลูกมันสำปะหลัง ก็สามารถปลูกข้าว พืชผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ไม่ต้องออกไปไหนก็ได้

"คนที่เป็นเกษตรกรก็ควรปลูกอาหารคน ไม่ใช่ไปปลูกอาหารให้สัตว์กิน การปลูกแบบนั้นต้องใช้พื้นดินมากกว่า 6-7 เท่า ซึ่งการปลูกพืชผักเลี้ยงปลา พึ่งตนเอง ใช้พื้นดินน้อยกว่า เพราะปลากินอาหารธรรมชาติ ผมมองว่า วิถีชีวิตการบริโภคในยุคนี้เป็นแบบกินทิ้งกินขว้าง ไม่ได้กินให้สอดคล้องกับสภาพร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็เลยทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย”

สถานการณ์ตอนนี้ อาจารย์ยักษ์ บอกว่า สนับสนุนให้คนไทยหันมาพึ่งพิงตนเองมากขึ้น โดยมูลนิธิฯได้ฝึกคนไว้จำนวนหนึ่ง มีศูนย์กลางในเครือข่าย 9 แห่งและมีศูนย์เล็กๆ ทั่วประเทศ 72 แห่ง โดยมีศูนย์กสิกรรมธรรมชาติหลัก ที่อำเภอมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี

 

IMG_0045 

 

“ศูนย์การเกษตรย่อยของเราพบปะกันทางออนไลน์ทุกวัน ก็ยังรวมตัวกันทำการเกษตร เพราะในชุมชนเดียวกัน ต่างรู้ว่า ใครไม่ติดเชื้อ ใครมีความเสี่ยงก็กักตัว คนไม่มีความเสี่ยงก็มาทำการเกษตรลงแขกกัน  แต่ไม่รวมกันเยอะๆ เป็นเครือข่ายเหมือนเมื่อก่อน ชุมชนใคร ชุมชนมัน ใครมีทักษะอะไรก็ทำไป 

ตอนนี้ทุกจังหวัดเร่งทำแหล่งน้ำ เพราะเดือนเมษายน ฝนจะตก จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้ และเราต้องสำรองอาหารทุกรูปแบบ เราเคยพาชาวบ้านบนดอยทำการเกษตร ลองให้พวกเขาทำเกษตรแบบเดิม 50 ไร่ ส่วนผมทำเกษตรแบบพึ่งพิงตนเองแค่ 2 ไร่ แต่มีเงินเหลือ คนส่วนใหญ่มักจะหมิ่นเงินน้อย เมื่อเห็นว่าทำแบบผมมีเงินเหลือ ชาวบ้านก็เปลี่ยนทำตาม”

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาเชื่อในความรักที่คนไทยมีต่อกัน อาจารย์ยักษ์ บอกว่า ความศรัทธาที่คนไทยมีต่อประเทศไทย ทำให้เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อมีคนเดือดร้อนตกงานไม่มีกิน ก็มีคนทำอาหารแจก 

 "ความรักเหล่านี้ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำเป็นแบบอย่างตลอดการครองราชย์ พระองค์เคยรับสั่งคนที่ตามเสด็จว่า...

"ให้ทำเรื่องพึ่งพิงตนเองไปเถอะ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ถ้าประชาชนเดือดร้อน เขาก็จะได้เห็นตัวอย่างที่เราทำไว้ ” 

 จริงอย่างที่พระองค์พระราชดำริเอาไว้ ตอนนี้มีคนตกงานเยอะ บางคนมีที่ดิน ก็มาเรียนด้านการเกษตร เตรียมพื้นที่ทำแหล่งน้ำเอาไว้ เพื่อพึ่งพิงตนเอง"