วิถีชุมชนบน'ความปกติใหม่'  

May 16, 2020
by เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

โจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องคิด หลังแจกเงินเยียวยาประทังชีวิตคนระดับรากหญ้าแล้ว ต่อไปจะช่วยชุมชนสร้างอาชีพรายได้เลี้ยงตัวเองอย่างไร

 บ้านเมืองหลังโควิด-19 ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดประเทศไม่อาจกลับสู่ชีวิตปกติอย่างเดิม คนเมืองอาจจะปรับตัวกับความปกติใหม่ได้ไว แต่คนชนบทที่ห่างไกลการรับรู้ข้อมูลข่าวสารยังอาจคิดไม่ทันหรือคิดไม่ออกว่าจะปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร

 รัฐบาลจะกู้เงิน 1.99 ล้านล้านบาทมาช่วยให้คนได้รับผลกระทบอยู่รอดได้ระดับหนึ่ง และช่วยอุ้มสถาบันการเงินและภาคเศรษฐกิจส่วนบนให้รอดตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์ไหลริน (trickle down effect) เพื่อหวังส่งต่องานและรายได้ไปสู่ประชาชน แต่จะไปถึงไหมและถึงใครบ้าง?

ในระยะยาวหลังจากหมดเงินช่วยเหลือ และรัฐบาลไม่มีเงินเติมแล้ว ยังอาจต้องรีดภาษีหาเงินใช้หนี้อีกประชาชนจะอยู่กันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนในชนบท

 เมืองไทยดินดำน้ำชุ่ม วัฒนธรรมเข้มแข็ง ต้นทุนทางสังคมและทรัพยากรธรรมชาติสูง ชนบทไม่เคยอดอยากถึงตาย มีมากมีน้อย ก็อยู่ได้ดูแลกันได้ ยังเผื่อแผ่มาถึงญาติมิตรในเมืองอีก จึงไม่น่าจะมีปัญหาเหมือนอย่างบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือประเทศในยุโรป ที่ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นจากภายนอก

 แล้วเรากลัวอะไร? โจทย์ของประเทศคืออะไร? เราจะต้องเผชิญสิ่งท้าทายอะไร?

ถ้าสมมุติฐานเป็นจริงว่า ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์พอที่จะพึ่งพาตนเองได้ โจทย์ของประเทศก็ควรจะเป็นเรื่องจะใช้ศักยภาพของประชาชนและชุมชนในการฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร เราจะเผชิญกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ อย่างไร

คำตอบของการอยู่รอดการพึ่งพาตนเองได้ จึงมิใช่การให้เงินให้อาหารแจกวัสดุสิ่งของเครื่องใช้อย่างเช่นเสื้อผ้าและผ้าห่มอย่างที่คุ้นชินแต่ต้องเป็นการกระจายความมั่งคั่งของคนที่มีมากออกมาให้คนมีน้อย กระจายที่ดินและทรัพยากรที่รัฐพรากจากประชาชนมาร้อยกว่าปีแล้วคืนไปให้เขา กระจายสิทธิอำนาจและความรับผิดชอบในงานพัฒนาให้กับชุมชนท้องถิ่น

 ถ้ารัฐกระจายสิทธิอำนาจและความมั่งคั่งไปสู่ประชาชนได้สำเร็จแม้ช่วงเปลี่ยนผ่านหลังโควิด-19 จะเนิ่นนานเพียงใด ชนบทไทยก็น่าจะรับมือวิกฤติได้อย่างไม่มีปัญหา

การช่วยให้ชุมชนคิดกำหนดอนาคตตัวเองได้เอง สร้างอาชีพการงานสร้างรายได้ได้เอง ดูแลช่วยเหลือกันเอง น่าจะเป็นอุดมคติสูงสุดทางการเมืองที่รัฐบาลแต่ละประเทศพึงทำแล้ว

 แต่ชุมชนก็ต้องไม่ประมาท จะหวังกินบุญเก่าใช้ทุนเดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่รอด ถ้าไม่อาจจัดการกับความความท้าทายความเสี่ยงมากๆ ได้ นอกจากต้องหาทางสร้างโอกาสใหม่ๆแล้ว ยังต้องรู้จักจัดการกับความเสี่ยง ซึ่งจะมากับวิกฤติและความปรกติใหม่ๆ ซึ่งอาจรวมความผันผวนของการเมืองการค้าทั่วโลกด้วย การสร้างเครือข่ายชุมชนกับชุมชน ก็อาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันอำนาจโลกบาลได้บ้าง

 

20200229153556240_1

 

ความปกติใหม่ (new normal) แม้เป็นการอธิบายสภาพเศรษฐกิจสังคมในมุมมองธุรกิจ แต่ชุมชนต้องเรียนรู้เพราะเลี่ยงไม่พ้นสังคมโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบมาตรฐานชีวิตใหม่ ทั้งเรื่องพฤติกรรมการบริโภค ระบบการผลิต การค้าการลงทุนการอุตสาหกรรมเมื่อต้องเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) มากขึ้น

รูปแบบธุรกิจก็จะต้องเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันพฤติกรรมของคนกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น การทำงานที่บ้าน (wfh) การให้บริการสินค้าออนไลน์การใช้ระบบเงินตราและความรู้และเทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทมากในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความปรกติใหม่นี้ผู้ที่ปรับตัวเข้าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็จะถูกกระทบและจะเอาตัวรอดได้ยาก

 แต่ทุกวิกฤติก็มีโอกาส แต่จะเห็นและเข้าถึงโอกาสได้อย่างไร

การเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ต้องเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อให้เข้าใจและเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

เชื่อว่าไม่ว่าโลกจะวิกฤติอะไร ทุกคนยังต้องกินต้องใช้ต้องพักผ่อนต้องดูแลสุขภาพ โดยภาพรวมประเทศไทยจึงมีโอกาสมากในเรื่องอาหารและการเกษตรเรื่องการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม และเรื่องยาจากพืชสมุนไพร ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว

เรื่องเกษตรไทยได้เปรียบ พื้นดินเหมาะแก่การเกษตรเฉลี่ยต่อหัวประชากรอยู่อันดับต้นๆ ของโลก เกษตรกรไทยเก่งเป็นที่ยอมรับไม่ว่าตลาดโลกต้องการอะไร เช่น ข้าว ยางพารา อ้อย สับปะรด มันสัมปะหลัง อีกทั้งสัตว์บกสัตว์น้ำ เกษตรกรไทยทำได้ คุณภาพดีระดับส่งออกญี่ปุ่น สิงคโปร์ ยุโรปหรืออเมริกาก็ทำได้ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยากจนเป็นหนี้สินสูญเสียที่ดินเสียมากมายเพราะทำตามความเคยชินหรือตามความคิดคนอื่น

 ในสถานการณ์การกีดกันทางการค้าสูง มาตรฐานอาหารและสินค้าเกษตรสูงอย่างนี้เกษตรกรจำเป็นต้องปรับใหญ่ ด้วยการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ต้องวางแผน และต้องจัดการระบบผลิตสิ่งที่มากับความปรกติใหม่เช่นการตรวจสอบย้อนกลับ มาตรฐานคุณภาพอาหารและสินค้าไม่อาจทำได้ลำพัง

ต้องรวมกันทำต้องได้รับการพัฒนายกระดับความรู้เทคโนโลยีและทักษะการเกษตรใหม่ๆเสริมภูมิปัญญาเดิมเข้าไป และรัฐบาลจึงต้องช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรเรียนรู้เพื่อช่วยตัวเองได้มีอำนาจต่อรองและแข่งขันได้

 แต่หัวใจของการยกระดับมาตรฐานการเกษตร ไม่ใช่แค่ความรู้และเทคโนโลยี แต่ยังขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือที่ดินและความเป็นอิสระในการตัดสินใจประกอบการเกษตรในที่ดินของตน ถ้ารัฐช่วยปลดเงื่อนไชในเรื่องนี้ได้ก็จะช่วยให้เกษตรกรพัฒนายกระดับการเกษตรเข้าสู่มาตรฐานใหม่ได้ไม่ยาก

 โอกาสเรื่องการท่องเที่ยว แต่เดิมไทยสนับสนุนการท่องเที่ยวคนกลุ่มใหญ่จำนวนมาก แม้ทำรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับหนึ่ง แต่รายได้กระจุกอยู่ในกลุ่มธุรกิจหลักด้านการท่องเที่ยว การเดินทางขนส่ง โรงแรมและภัตตาคาร ชุมชนได้ส่วนแบ่งน้อยไม่พอยังชีพ ถ้าจะช่วยให้คนชนบทคนจนมีรายได้จากการท่องเที่ยว ก็ต้องให้สิทธิและโอกาสเขารวมกลุ่มจัดการพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม ก็จะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเขา ส่วนหน่วยงานรัฐก็ควรยุติการประกอบการเองและปรับบทบาทไปสนับสนุนชุมชน

 ส่วนโอกาสจากการผลิตยาจากพืชสมุนไพรแม้ต้องลงทุนทำวิจัยและพัฒนามาก แต่ชุมชนมีต้นทุนสูง มีหมอยาพื้นบ้านทุกท้องถิ่น มีความหลากหลายของพืชสมุนไพรด้วย หากรัฐเติมนวัตกรรมเทคโนโลยีในการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้นและยกระดับเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ และช่วยปกป้องสิทธิเขาก็จะช่วยย่นระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายการการผลิตยาจากพืชสมุนไพร ชุมชนก็จะมีรายได้

 ถ้ากระจายการถือครองที่ดิน มอบสิทธิในการจัดการทรัพยากร และส่งเสริมคุ้มครองภูมิปัญญาด้านยาสมุนไพรให้ชุมชนได้สำเร็จ ประชาชนและชุมชนก็เข้มแข็ง อยู่รอด มีรายได้หลักรายได้เสริมเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิต วิถีชีวิตแบบปรกติใหม่ที่ฟังน่ากลัวก็กลับเป็นปกติสุขได้ด้วยพลังของชุมชนและประชาชนทั้งแผ่นดิน