‘สุรีรัตน์ ตรีมรรคา’ Move on สภาลมหายใจ

February 25, 2020
by ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุน

เมื่อภาคประชาชนขอเสนอญัตติด่วน ชวนสังคมร่วมแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ "...เพราะนี่คือลมหายใจเดียวกัน"

ไม่ใช่แค่ขาดอากาศไม่ได้ แต่ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิที่จะเข้าถึงอากาศสะอาดอย่างเท่าเทียม ปัญหาก็คือท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นควันมลพิษ ไม่ว่า PM2.5, PM10 หรืออื่นๆ ดูเหมือนว่า คนไทยจะห่างไกลจากคำว่า ‘คุณภาพชีวิต’ ออกไปทุกที

เพื่อสร้างหลักประกันให้กับลมหายใจของตนเอง พลเมืองกลุ่มหนึ่งจึงเลือกที่จะไม่ฝากความหวังไว้กับใคร แต่ลุกขึ้นมาจัดตั้งเครือข่ายเพื่อทำในสิ่งที่มากกว่า‘ตั้งรับ’ โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘สภาลมหายใจ’

เกือบ 1 ปี กับการรวมตัวกันของภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ‘ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ’ ประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา และเลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย รั้งตำแหน่งประธานสภาฯ ภารกิจนี้ได้นักพัฒนาเอกชนผู้คร่ำหวอดกับงานด้านระบบหลักประกันสุขภาพอย่าง สุรีรัตน์ ตรีมรรคา มาร่วมสังเคราะห์ปัญหาเพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน

 

  • เป็นมาอย่างไรถึงได้ริเริ่มก่อตั้งสภาลมหายใจ

ช่วงปีที่แล้วเป็นช่วงที่อยู่เชียงใหม่มากที่สุด เมื่อก่อนอาจจะไม่ค่อยได้อยู่ในช่วงฝุ่นควัน พอเห็นฝุ่นควันเยอะๆ เรารู้ว่ามันลำบากจริงๆ ก็ถูกทักมาเหมือนกันว่าในสายสุขภาพ คุณคิดเรื่องฝุ่นควันยังไง คุณเฉยๆ เหรอ คุณทำเรื่องอื่น คุณไม่ทำเรื่องนี้ได้ยังไง ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ต้องสนใจเรื่อง PM 2.5 ว่ามันคืออะไร แล้วก็เห็นว่ามันเป็นปัญหาระยะยาวต้องร่วมกันทำงาน จับมือคุยกับภาคประชาสังคมซึ่งเขามีกลไกในการคุยกับภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจก็บอกว่าไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เราต้องมาจับมือกัน

งานด้านวิชาการ เรื่องนี้ทางเชียงใหมก็ทำมาตั้ง 10 ปีแล้ว มหาวิทยาลัยต่างๆ ทำงานวิชาการเยอะมาก แล้วทำไมไม่จับมือกัน เราควรจะมาร่วมไม้ร่วมมือกันหาทางออก แก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างบูรณาการ แล้วก็อย่างมีสมดุลด้วย เพราะว่าฝุ่นควันมีภาวะวิกฤติที่เราจะเห็นชัดๆ ในช่วง 3-4 เดือนในดูแล้ง แต่หลังจากนั้น 7-8 เดือน เราก็ใช้ชีวิตกันอย่างสบายๆ ลืมตัวไป แล้วก็กลับมาเป็นวงจรเดิม ซึ่งจริงๆ แล้วมลพิษนี่อยู่กับเราตลอดเวลา ก็เลยร่วมกันตั้งสภาลมหายใจขึ้นมา

 

  • ชื่อนี้ได้มาอย่างไร

คุยกันไปคุยกันมาก็บอกว่าถ้างั้นเราใช้ชื่อ 'สภาพลเมืองเรื่องฝุ่นพิษ' ชื่อมันยาวไป ก็เลยมาเป็นสภาลมหายใจเชียงใหม่ มีที่มาที่ไปว่า ภารกิจของเราคือต้องรณรงค์ สร้างความรู้ความเข้าใจ ความตระหนักที่จะช่วยกันลดมลพิษทั้งภาคเมืองและนอกเมือง แล้วต้องไม่ว่ากล่าวกัน ด่ากัน ชี้หน้ากันว่าใครเป็นคนผิด หรือใครเป็นคนถูก ต้องเข้าใจบริบทของพวกเราซึ่งอยู่ในเชียงใหม่ อยู่ในภาคเหนือว่าฝุ่นควันมันมาจากไฟป่า ไฟป่าเกิดจากอะไร เกิดจากปัญหาที่ดินทำกิน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และอีกอันหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังคือ อยากให้เห็นว่ากระบวนการแก้ไขปัญหามันไม่สามารถแก้ไขจากส่วนกลางได้ ควรจะมีการจัดการแก้ปัญหาของเราเองในระดับจังหวัด ฉะนั้นการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องทำให้ผู้ว่าฯเข้าใจเรื่องนี้ แล้วก็ยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการปัญหา

 

  • นอกจากหลักในการทำงานแล้ว ชื่อนี้มีนัยอย่างอื่นอีกไหม

เราพูดเรื่อง ‘ลมหายใจเดียวกัน’ แล้วก็มันอาจจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ภาคส่วนต่างๆ ในเชียงใหม่มองปัญหาเดียวกัน เผชิญปัญหาเดียวกัน แล้วก็พร้อมใจกันว่าเราต้องร่วมมือกัน ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมต่างคนก็ต่างทำประเด็นของตัวเอง ภาคธุรกิจไม่เคยร่วมไม้ร่วมมือกันได้ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เผชิญร่วมกัน

เพราะฉะนั้นสภาลมหายใจก็มาจากลมหายใจเดียวกัน เพื่อที่จะให้ทุกคนมาขับเคลื่อนด้วยกันแล้วจับมือกันจริงจัง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนสมัยก่อน แต่กระบวนการ วิธีการ คือเราใช้กระบวนการของการขับเคลื่อนผ่านสภาพลเมือง ทุกคนมีส่วนร่วมในสภา เพราะฉะนั้นโครงสร้างจะเป็นโครงสร้างแบบหลวมๆ เชิญชวนทุกคนมาร่วมกัน

 

  • 1 ปีที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง

สิ่งที่ทำตอนนี้มีสองส่วน คือหนึ่ง สนับสนุนให้เกิดพื้นที่รูปธรรมในการแก้ปัญหาระยะยาว ในระดับนอกเมืองคือ ชนบท บนดอย เพราะว่าบริบทของไฟที่เกิดขึ้นมันคือไฟป่า ควันก็คือควันจากไฟป่า ถ้าจะแก้ปัญหา คนต้องเข้าป่าแบบมีสำนึก ลดการทำให้ไฟเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะต้องทำให้เขามีอาชีพโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยของป่าอย่างเดียว อีกเรื่องคือการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มากเกินไป ต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เรื่องนี้มีโมเดลอยู่แล้วที่แม่แจ่ม เราจะขยายผลของแม่แจ่ม ทำพื้นที่รูปธรรมให้ได้ แล้วก็สร้างความร่วมมือในระดับชุมชน เพราะว่าต้องเป็นชุมชนมาตกลงกันเองว่าจะแก้ปัญหาระยะยาวอย่างไร จัดการเรื่องการเผาในที่โล่งอย่างไร อันที่สอง ภาคเมืองต้องรณรงค์ให้คนลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่ง-การจราจรให้ได้มากที่สุด อันนี้ยังไม่ค่อยเห็นพื้นที่รูปธรรมเท่าไร

DSC_5322

 

  • ในส่วนของภาคเมือง สถานการณ์จะคล้ายกับกรุงเทพฯ อะไรคือความท้าทายในการแก้ปัญหา

ความท้าทายก็คือ สำนึกของคนในเมือง อันนี้ท้าทายมากเลยว่า เวลาตัวเองหายใจไม่สะดวก เห็นควันก็จะชี้ไปเรื่องการจัดการไฟป่า แล้วทำสองอย่างคือ blame (ตำหนิ) หาว่ามีควันขึ้นอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้เคยคิดว่าจะช่วยไม่ให้เกิดควันยังไง ลืมว่าตัวเองช่วงที่วิกฤติฝุ่นควัน คุณภาพอากาศไม่ดี ควรต้องลดการใช้รถ หรือสมัยก่อน ชมรมจักรยานเคยมีข้อเสนอว่าทำคาร์พูลมั้ย ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

 

  • ขณะที่คนเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันมากว่า 10 ปี คนกรุงเทพฯเพิ่งเริ่มตื่นตัวหรือตื่นเต้นกับค่า PM 2.5 มองเรื่องนี้อย่างไร

มองในแง่วิกฤติเป็นโอกาส การที่กรุงเทพฯเผชิญปัญหานี้ร่วมกัน ทำให้อำนาจรัฐส่วนกลางต้องสนใจประเด็นนี้มากขึ้น อย่างน้อยประเด็น PM 2.5 ก็ได้รับความสนใจ แล้วส่งผลต่อพื้นที่อื่นๆ

ตอนนี้สิ่งที่ส่วนกลางช่วยเราทำได้มากที่สุดคือเรื่องแอพพลิเคชันดูคุณภาพอากาศ ซึ่งก็ดีนะ เพราะมันมีการพัฒนาเครื่องวัดคุณภาพอากาศให้เป็นเครื่องที่ราคาไม่สูงเกินไป แล้วติดตั้งทั่วไปหมดในเชียงใหม่ ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีเครื่องวัดคุณภาพอากาศติดตั้งมากที่สุดในประเทศไทย มีเกือบทุกจุดเลย

 

  • ที่ผ่านมาเชียงใหม่มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันมาแล้วหลายครั้ง แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น?

ที่สถานการณ์ไม่ดีขึ้นมันมีสองส่วน ส่วนหนึ่งคือการบริหารจัดการ อีกส่วนหนึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม ตอนนี้ฝุ่นควันข้ามแดนมันเยอะมาก อันนี้เราจัดการไม่ได้ ภาคเหนือตอนล่างเผาอ้อย มันก็ถูกกระแสลมพัดมา เชียงใหม่กับลำพูนอยู่ในแอ่งกระทะ ถ้ามีความกดอากาศสูง ตอนนี้กรมอุตุฯ ใช้คำว่า ‘อากาศยกตัวไม่ได้’ กระแสลมเอื่อยเกินไป ก็ไม่สามารถพัดฝุ่นควันให้กระจายไปในชั้นบรรยากาศ อันนี้คือเรื่องที่เราจัดการไม่ได้ แต่ยืนยันว่าพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการเรื่องไฟป่าร่วมกับชาวบ้าน มีกองทุนของชาวบ้าน มันลดจุด hot spot ได้จริง

แต่เมื่อยังมีควัน สิ่งที่สภาลมหายใจมองก็คือ เราต้องมอนิเตอร์ให้ดี แอพพลิเคชันเหล่านี้คนเชียงใหม่ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ และต้องรู้จักป้องกันตนเอง ต้องทำทันที ซึ่งตอนนี้ยังทำได้ไม่ค่อยดี พวกเรายังไม่ค่อยได้ใช้หน้ากากกันเท่าไหร่ อันนี้คือสิ่งที่สภาลมหายใจมองว่าต้องจัดการตนเองให้ดี ทำห้องปลอดฝุ่นให้ได้มากที่สุด เดินหน้าลดการเผาให้ได้มากที่สุด พร้อมๆ ไปกับการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต อันนี้จะทำให้เห็นผลภายใน 1-2 ปี

 

  • คิดว่าอะไรคือจุดบอดของแนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ

จุดบอดคือ การประชุมแล้วแบ่งงานตามภารกิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในลักษณะต่างคนต่างทำ ข้อเสนอของสภาลมหายใจก็คือ ควรจะมีกรรมการจัดการปัญหาไฟป่าในระดับอำเภอ ควรมีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไปแล้วก็ไปออกแบบการทำงานร่วมกัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีแผนงานแก้ปัญหาระยะยาวที่บูรณาการกันในระดับอำเภอ รวมถึงแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิง

 

  • มาตราการเร่งด่วนอย่าง zero burning กำหนดระยะเวลาห้ามเผาเด็ดขาด ทำไมจึงดูเหมือนไม่เคยได้ผลในทางปฏิบัติ

ในพื้นที่ที่ทำงานกันอย่างจริงจังเรายังจัดการกับคนที่พูดไม่รู้เรื่องในชุมชนไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องให้ชุมชนเขาทำงานอย่างต่อเนื่องเรื่องการจัดการกับคน อีกอย่างป่าบ้านเรามันต้องมีการจัดการเชื้อเพลิง ไม่อย่างนั้นเวลามันไหม้จะดับยาก เพราะเราเป็นป่าผลัดใบ ยังไงต้องมีการเผา แต่เผาอย่างไรให้มีควันน้อยสุด แล้วดูช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นเวลาเกิดไฟในป่าลึกมันลำบากจริงๆ เราต้องจัดการเรื่องการดับไฟให้มีศักยภาพมากกว่านี้ บางพื้นที่ถ้าเป็นแนวรอยต่อต้องบริหารจัดการระหว่างอำเภอ 2-3 อำเภอ, 2-3 ตำบล บริหารร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างบริหาร

 

  • ในมุมนี้ก็คือกลไกของสภาลมหายใจจะเข้ามาเสริมเรื่องการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ?

เรามองว่าการบูรณาการในระดับพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่ชาวบ้านทำ กับการมีอำนาจเพิ่มขึ้นของ อปท. ในการจัดการปัญหา คือตอนนี้ อปท. ทำบางอย่างได้ ทำบางอย่างไม่ได้ ภารกิจมันอยู่ที่หน่วยงานส่วนกลาง แล้วก็ประชาชนมาช่วยกันคิดว่าจะปรับปรุงปรับเปลี่ยนกันอย่างไร ถ้าทำได้ในระดับนี้มันต้องใช้เวลานะ แล้วในเมืองเองก็ต้องคุยกันเรื่องการลดการใช้รถยนต์ลง ต้องมองไปข้างหน้าเรื่องกฎหมาย เราต้องสนับสนุนเรื่องการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด เพราะอันนั้นมันใหญ่ เพื่อไปจัดการกับโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน แต่ว่ากฎหมายฉบับนั้นต้องไม่ไปทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย

เพราะฉะนั้นสภาลมหายใจอยากจะทำอันนี้ในระยะยาว สภาลมหายใจไม่ใช่กลไกเดียวที่ท้าทายเรื่องนี้แล้วจะประสบความสำเร็จ ไม่มีอะไรง่ายกับการทำงานแก้ปัญหาขนาดใหญ่ที่โยงใยทั้งปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รากฐานของมันคือความยากจน การไม่มีที่ดินทำกิน ความเหลื่อมล้ำในการจัดการปัญหา การกระจายอำนาจ โครงสร้างพวกนี้ ฝุ่นพิษมันคือปรากฏการณ์เท่านั้นเอง

 

  • ทำงานใหญ่ขนาดนี้ อาจมีคนตั้งข้อสงสัยว่าเงินทุนของสภาลมหายใจมาจากไหน

ตอนแรกก็ลงขันกัน ใครไม่มีเงินเอาแรงมาช่วยกัน ตอนนี้มีระดมทุนบ้าง จากการทำผ้าป่า จัดคอนเสิร์ต กิจกรรมต่างๆ ล่าสุดศิลปินเขาจัดประมูลภาพได้มา 5 ล้านบาท ตอนนี้พอมีเงินทำงานอยู่ ก็จะเอาเงินมาสนับสนุนพื้นที่ปฏิบัติการในระยะยาวทั้งในเมืองและนอกเมือง และใช้เงินนี้ในการรณรงค์ สร้างความเข้าใจ สร้างจิตสำนึก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ

 

  • นอกจากฝุ่นควันแล้วเชื้อโรคอย่างไวรัสโคโรน่าที่ระบาดอยู่ตอนนี้ก็อันตรายต่อลมหายใจอย่างมาก?

เมื่อปลายปีที่แล้ว เราพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีหน้ากากอนามัยและต้องทำให้หน้ากากมีเพียงพอ แล้วก็รณรงค์ให้คนใช้หน้ากากอนามัยที่เหมาะสม ซึ่งหลังจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าก็เห็นว่าคนไทยเริ่มใช้หน้ากากมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจวิธีการใช้ด้วย อันนี้ต้องสื่อสารซ้ำๆ อย่างกรณีไวรัสโคโรน่า ใช้หน้ากากธรรมดาทั่วไปที่ป้องกันไอจามได้ แล้วก็ใช้ให้ดี ใช้อย่างต่อเนื่อง ส่วน N95 ถ้ามีก็ใช้ได้เลยเพราะว่ากันได้ทั้งสองอย่าง

 

  • ที่สุดแล้วอะไรคือคีย์เวิร์ดของการมีลมหายใจที่ดีของทุกคน

ต้องคิดว่านี่คือลมหายใจเดียวกัน เพราะเมื่อเป็นลมหายใจเดียวกัน มันเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะช่วยทำให้อากาศสะอาดแล้วก็ยั่งยืนด้วย เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจากตัวเองที่จะไม่ปล่อยมลพิษออกไปในอากาศ ในขณะเดียวกันต้องช่วยกัน ช่วยดับไฟ ช่วยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แล้วก็ช่วยให้มีกฎหมายและนโยบายที่จะลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนมีศักยภาพที่จะดูแลตนเองได้

 

DSC_5313