นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ : 'โรค' เปลี่ยนชีวิต? โควิด-19

March 27, 2020
by ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุน

บทสนทนาที่ค้นลึกถึงปัจจัยทางสังคม การเมือง และเรื่องเล่าความย้อนแย้งที่ซ่อนอยู่ในโรคระบาด

HIGHLIGHTS

  • เหตุใดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด การระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปมากน้อยขนาดไหน สังคมไทยควรถอดบทเรียนเรื่องนี้อย่างไร ฟังคำตอบจากคุณหมอนักมานุษยวิทยาที่จะทำให้เข้าใจทั้ง 'โรค' และ 'โลก' มากขึ้น

 

ในช่วงเวลาที่เส้นกราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  (COVID-19) กำลังพุ่งทะยานขึ้น คู่ขนานไปกับความวิตกกังวลของคนทั่วไป การทำความเข้าใจการระบาดใหญ่ครั้งนี้ในมิติที่หลากหลายน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม

ท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศและบรรยากาศที่เคลือบคลุมไปด้วยความกลัว 'จุดประกาย' มีโอกาสสัมภาษณ์ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ คุณหมอนักมานุษยวิทยา หรือจะเรียกว่า ‘นักมานุษยวิทยาการแพทย์’ ก็ตามที เนื่องจากคุณหมอเรียนจบปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เป็นแพทย์ที่ไม่เพียงใช้ 'ยา' รักษาผู้คน แต่ยังใช้ 'หัวใจ' ความเป็นมนุษย์ในการเยียวยาสังคม

ไม่ว่าจะในบทบาทของอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข หรือตำแหน่งปัจจุบัน ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อคิดความเห็นต่อไปนี้ไม่เพียงขยายความเข้าใจต่อโรคระบาดให้ไกลกว่ามิติทางการแพทย์ แต่ยังช่วยคลี่ม่านอคติเพื่อค้นหาทางออกร่วมกัน

 

อาจารย์_๒๐๐๓๒๕_0001

 

  • อาจารย์เคยอธิบายถึงเรื่องเล่าสำเร็จรูปที่มาพร้อมกับโรคระบาดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น สังคม การเมือง หรือความเหลื่อมล้ำ กับสถานการณ์ของโควิด-19  มีเรื่องเล่าอะไรที่เหมือนหรือต่างไปจากเดิมไหมคะ

ธรรมชาติของเรื่องเล่า เราจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไรก็ต้องดูจนถึงตอนจบ ระหว่างที่เรื่องยังดำเนินอยู่บอกได้ยากว่าจะไปทางไหน แต่ในกรณีที่มีข้อสังเกตว่าโรคระบาดมันมีเรื่องเล่าสำเร็จรูปนั้น ผมคิดว่าเรื่องราวต่างๆ มักจะถูกเล่าเป็นไปตามบริบทเศรษฐกิจการเมือง ในปัจจุบันที่การเมืองทั่วโลกมีรัฐบาลที่มีหัวคิดแบบอนุรักษ์นิยมมากขึ้น กระแสชาตินิยมก็รุนแรงขึ้น เป็นสภาวะที่โลกมีการแบ่งข้างแบ่งขั้วรุนแรง ก็อาจจะไม่แปลกที่เรื่องเล่าของโควิด-19 จะมีส่วนผสมของการกล่าวโทษ ความเกลียดชังรังเกียจและเหยียดเชื้อชาติหรืออคติอื่นๆ

ถ้าจะเปรียบเทียบกับกรณีโรคซาร์ส แม้จะเกิดขึ้นในเมืองจีนก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลก แต่ก็ไม่มีการสร้างความเกลียดชังอย่างในกรณีโดนัล ทรัมป์ ที่เจตนาเรียกโรคโควิด-19 นี้ว่าเป็น Chinese virus ทั้งที่คำกล่าวที่มีการเตรียมมาแถลงก็ไม่ได้เรียกแบบนี้ มันตัวอย่างของการชี้นิ้วกล่าวโทษคนอื่น

ในบรรยากาศแบบนี้ โควิด-19 เลยกลายเป็นเรื่องเล่าของความเกลียดชังไปซะเยอะ ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ อย่างในช่วงที่กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปในศตวรรษที่ 14 ถึงมันจะรุนแรงกว่าโควิด 19 คือมีคนตายไปหลายล้านคน แต่เรื่องราวคำบอกเล่าส่วนใหญ่ที่มีการบันทึกไว้จะเป็นเรื่องของความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าเรื่องความเกลียดชัง

อันนี้อาจเป็นเพราะก่อนศตวรรษที่ 19 ที่มีโรคระบาดเยอะๆ สมัยนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก พอเกิดกาฬโรคระบาดหนัก ไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะรอดสักเท่าไร ทัศนะต่อความตายในยุคนั้นเลยเป็นทัศนะที่ยอมรับในชะตากรรมและเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมชะตากรรม สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือ การสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า ก็พากันมาสวดมนต์ด้วยกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เรียกว่ามีความเห็นอกเห็นใจกันเยอะกว่าในยุคหลังด้วยซ้ำไป

พอต่อมาการแพทย์เริ่มเจริญก้าวหน้า มีวิธีการรักษาหรือทางออกให้กับโรคต่างๆ ทัศนคติของคนที่มีต่อความตายก็เริ่มเปลี่ยนไป คือการแพทย์ทำให้เราสามารถปฏิเสธความตายได้ มีทางออกที่เราจะรอดชีวิตได้ ทีนี้ พอเกิดสถานการณ์ที่คุกคามชีวิตอย่างโควิด 19 นี่ ปฏิกิริยาของสังคมก็จะไม่เหมือนสมัยที่ยังไม่มีทางออกที่เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์

พอเป็นอย่างนี้ การพูดถึงโรคมันก็เปลี่ยนไปทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมทั้งทัศนคติต่อชีวิตและความตายของผู้คนในแต่ละยุคด้วย

 

  • ในสถานการณ์การระบาด ดูเหมือนสิ่งที่ควรปฏิบัติ เช่น Social Distancing แตกต่างอย่างมากกับการดำเนินชีวิตตามปกติ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมมากน้อยแค่ไหน

อันนี้มีหลายคนที่ตั้งข้อสังเกตว่าโรคโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกอาจเป็นจุดเปลี่ยนของพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะ ผมไม่คิดว่าพฤติกรรมทางสังคมของเรามันเปลี่ยนง่ายๆ เพราะเอาเข้าจริงโรคระบาดใหญ่ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก อย่างเมื่อไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918 – 1919 ที่เรียกกันว่า Spanish flu (หวัดสเปน) ที่มีคนตายไปหลายล้านคนทั่วโลก ก็มีการรณรงค์เรื่องสุขอนามัย รวมทั้งเรื่องการให้ไอใส่ข้อศอก หรือการไม่ไปมาหาสู่กัน เก็บตัวอยู่บ้าน สมัยโน้นการทักทายด้วยเชคแฮนด์ หอมแก้ม ก็เป็นเรื่องต้องห้ามอยู่ระยะหนึ่งเลยนะ แต่พอผ่านไป พฤติกรรมทางสังคมเหล่านี้ก็กลับมาอีก

หรือการล้างมือ สมัยที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1) มีงานวิจัยว่าถ้าล้างมือเพิ่มขึ้น 5-10 ครั้งต่อวัน โอกาสที่คุณจะติดเชื้อลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ก็มีการรณรงค์ใหญ่ สำหรับโควิด-19 ยิ่งล้างมือยิ่งช่วยใหญ่เลย เพราะไวรัสของโควิดมันแพ้สบู่อย่างมาก แต่หากมองย้อนกลับไป การค้นพบว่าการล้างมือช่วยป้องกันการติดโรคได้ก็มีมาเกือบ 200 ปีแล้ว ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการพิสูจน์ มีหลักฐานเยอะแยะ ก็ยังมีรายงานการศึกษาว่า แม้แต่แพทย์เองก็ไม่ได้ล้างมือเท่าที่ควร ยังต้องรณรงค์กันอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย

ต้องเข้าใจว่า พฤติกรรมทางสังคมที่มันเป็น Social Convention หรือเป็นขนบธรรมเนียมนี่ มันไม่ใช่จะแก้ได้ง่ายๆ แม้แต่โรคอย่างอีโบล่า ที่ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ คือมีความรุนแรงมาก แล้วโรคนี้มันติดจากคนสู่คนเพราะการสัมผัสตัวผู้ป่วย ทีนี้วิถีการปฏิบัติของชาวคองโก เวลามีคนใกล้ตายเขาจะมาดูใจกัน มาดูแล มาให้กำลังใจ ญาติๆ มาปรึกษากันเพื่อปลดหนี้ให้คนตาย  ก็จะมีการสัมผัสแตะต้องเนื้อตัว

มีอยู่กรณีหนึ่งที่คนป่วยคนหนึ่งทำให้คนอีก 6 คนในครอบครัวตายไปด้วย เพราะมาดูแลเช็ดตัวป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ปัญหานี้ทำให้เกิดการรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปได้บ้าง โดยปัจจุบันมีการประยุกต์พิธีกรรมแบบอื่นๆ ขึ้นมา เช่น การพูดคุยกันของญาติพี่น้องก็จะไม่ให้มีการสัมผัสตัว ซึ่งกรณีของอีโบล่านี่มันรุนแรงกว่ามาก ทำให้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่โควิด-19 นี่ ผมคิดว่ามันไม่ได้ถึงกับช็อคมากขนาดนั้น คนอาจตื่นตัวหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสักระยะหนึ่ง แล้วก็คงกลับมาเหมือนเดิม แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนอะไรมากมาย

ถ้าจะเปลี่ยนในระยะยาวได้ ผมว่าน่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่า อย่างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจที่ทำให้อาชีพบางอย่างทำต่อไปไม่ได้

ถ้ามันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตก็อาจมีผลระยะยาว ซึ่งโรคโควิด 19 ก็อาจมีผลกระทบระยะยาวนี้ได้ คือถ้าเราดูตัวเลขประเทศที่มีการติดเชื้อมากในตอนนี้ มันคือประเทศในกลุ่ม G7 เกือบทั้งหมดเลยนะ อิตาลี อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ญี่ปุ่น จะเบาหน่อยก็แคนาดา แถมยังมีจีนกับสเปนเข้าไปอีก ระบบเศรษฐกิจโลกคงชะงักอย่างแรงและคงมีผลระยะยาวพอสมควรเพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่เพียงผลิตมากยังบริโภคมากด้วย เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ประชาชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก

ผลกระทบนี้อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกที่อาศัยซัพพลาย ทั้งวัตถุดิบ ส่วนประกอบหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ต้องส่งข้ามซีกโลกกลายเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มกับการลงทุน หรือเรื่องการขาดแคลนอาหารอาจทำให้ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งตนเองกลายเป็นเรื่องที่ประเทศต่างๆ ต้องพิจารณามากขึ้น อันนี้ถ้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็จะทำให้พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปได้มากกว่า

 

  • ถ้าเทียบกับโรคระบาดในอดีตที่มักเกิดในประเทศยากจน กับกลุ่มคนที่สุขอนามัยไม่ดี ครั้งนี้ดูเหมือนการกระจายเชื้อจะอยู่ในกลุ่มคนชั้นนำหรือคนชั้นกลางที่เดินทางระหว่างประเทศค่อนข้างมาก?

ในแง่การกระจาย มีคนพูดว่าโควิด-19 หรือโคโรนาไวรัสนี้มันมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะติดกันทั่วถึงในทุกชนชั้น

ถ้าเปรียบเทียบกับไวรัสตัวอื่น เช่น ไข้หวัดนก เราจะเห็นว่าโควิด-19  เป็นโรคของเมือง ส่วนไข้หวัดนก มันเป็นโรคชนบท ภาคปศุสัตว์ เกษตรกรรม แต่โควิด-19 มันเกิดขึ้นในภาคของการท่องเที่ยว การเดินทาง การไปชมแฟชั่นโชว์ในต่างประเทศ สนามมวย ผับ แพทเทิร์นมันไม่เหมือนกันก็จะมีผลต่อโครงสร้างของชนชั้นที่มันแตกต่างกันออกไป แต่ยังไงก็ตาม ผลกระทบของโรคโควิด 19 ก็เหมือนกับโรคระบาดอื่นๆ คือมันส่งผลต่อกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ยากจน หรือเข้าไม่ถึงทรัพยากรมากกว่า แม้ว่าคนจนกับคนรวยจะป่วยเหมือนกัน แต่คนจนก็จะเสียเปรียบทั้งในเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การจะหยุดงานเพื่อพักผ่อนรักษาตัวก็อาจทำไม่ได้

 

  • มองอีกทางหนึ่ง การที่โรคนี้ระบาดค่อนข้างหนักในประเทศมหาอำนาจ และกับบุคคลชั้นนำ โอกาสที่จะพัฒนายารักษาโรค รวมถึงวัคซีนก็น่าจะเร็วขึ้น?

อันนี้แน่นอน คือถ้าเราดูในประวัติศาสตร์สาธารณสุข พวกโรคต่างๆ ที่มันคุกคามประเทศโลกที่ 1 ก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมารักษา เพราะประเทศเหล่านี้มีกำลังการซื้อ ส่วนโรคของกลุ่มประเทศยากจน อย่างเช่น โรคเขตร้อนทั้งหลายที่ประเทศเราต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น มาลาเรีย เรื้อน หรือโรคที่นำโดยหนอนพยาธิ แมลง พวกนี้ก็จะไม่ค่อยได้รับความสนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเมืองทางด้านภูมิศาสตร์หรือว่า Geopolitical ของโลกทำให้มหาอำนาจต่างๆ แย่งกันขยายอำนาจเข้ามายึดครองพื้นที่ในกลุ่มประเทศโลกใหม่ทั้งหลาย แล้วพอเขาส่งคนหรือส่งกองทัพมาก็ต้องเจอกับโรคเหล่านี้ อันนี้ทำให้หลายๆ ประเทศมีการตั้งสถาบันที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน หรือ Tropical diseases เพื่อทำการศึกษาวิจัยควบคุมโรคเหล่านี้

ทีนี้ในแง่หนึ่ง ถ้าเรามองประวัติศาสตร์เรื่องการควบคุมโรคติดเชื้อย้อนหลังไปอีกสักหน่อยก็อาจเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ย้อนแย้งนิดหนึ่ง คือหลังจากที่มีการค้นพบยาปฏิชีวนะและวัคซีน รวมทั้งมาตรการควบคุมโรคอื่นๆ ทำให้การควบคุมป้องกันโรคดำเนินการมาราบรื่นจนกระทั่งปี 1970 ประมาณ 30 ปีที่แล้ว แวดวงการแพทย์และสาธารณสุขในตอนนั้นมีความฝันที่ว่า เราจะสร้างโลกที่ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ คือ Germ free world

โรคติดเชื้อจะถูกควบคุมจนไม่เป็นปัญหาสาธารณสุข ตอนนั้นเรียกว่าจะประกาศชัยชนะอยู่แล้ว เพราะกาฬโรคหมดไปแล้ว โปลิโอก็กำลังจะถูกกวาดล้างไป แต่ยังไม่ทันได้ประกาศชัยชนะก็เกิดการระบาดของโรคเอดส์ขึ้น และหลังจากนั้นก็เกิดโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่เกิดขึ้นอีกมากมายหลายโรค

เรียกว่า ปี 1970 เป็นช่วงที่สถานการณ์พลิกผันกลับมา ในตอนนั้น ยังไม่รู้จะเรียกปรากฏการณ์นี้ที่เราเผชิญอยู่ว่าอย่างไร จนกระทั่งปี 1980 ถึงได้มีการเรียกโรคกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘โรคอุบัติใหม่’

 

  • โรคที่เกิดขึ้นในระยะหลังส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรุกรานธรรมชาติของมนุษย์ด้วยหรือเปล่า

ก็มีคนตั้งข้อสังเกตกันเยอะ คือถ้าเราย้อนกลับไปว่าโรคติดเชื้อของเรามันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ในการศึกษาทางด้านวิวัฒนาการทางการแพทย์ก็มีหลักฐานชัดเจนว่า มนุษย์เราต้องเผชิญกับโรคติดเชื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้ทรพิษหรือวัณโรค มันเป็นโรคที่เกิดจากเราเข้าไปสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสัตว์ ตั้งแต่ในยุคหินใหม่ ที่มนุษย์เริ่มตั้งรกรากอยู่เป็นชุมชนอย่างเป็นที่เป็นทาง มีการเอาสัตว์มาเลี้ยงมาดูแลความใกล้ชิด โรคต่างๆ ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนพวกนี้เราเรียกว่า zoonotic diseases เกิดจากการสัมผัสระหว่างคนกับสัตว์ก็เพิ่มมากขึ้น

ทีนี้ในระยะหลังมานี้ ลักษณะที่มนุษย์ไปสัมพันธ์กับสัตว์เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อย่างโรคเอดส์ คือมันมีไวรัสเอดส์ที่อยู่ในลิงเชมเปนซีในแอฟริกา มีการสัณนิษฐานว่าเชื้อไวรัสในลิงที่เรียกว่า simian immunodeficiency virus หรือ SIV เกิดการติดต่อมาที่คนจากการล่าลิงมาเป็นอาหารและไปสัมผัสเลือดของลิงเข้า เมื่อเชื้อผ่านระหว่างสายพันธุ์ หรือจากสปีชี่ส์ลิงมาสู่คน มันทำให้โรครุนแรงมากขึ้นได้ โรคจากไวรัสอีกหลายๆ ตัวที่เป็นโรคอุบัติใหม่ก็มักจะมีที่มาจากสัตว์ อย่างโรคเมอร์สก็มาจากอูฐ ซาร์สมาจากชะมด ไข้หวัดสัตว์ปีกก็มาจากสัตว์ปีก ผมเรียกตามประเทศลาวนะ เพราะลาวตั้งชื่อได้ดีกว่าไทย ไทยเราเรียกไข้หวัดนก แต่จริงๆ แล้วมันระบาดในสัตว์ปีกนะ ไม่ใช่แค่นก มันจึงควรเป็นไข้หวัดสัตว์ปีก

ในยุคหลังมานี้นักวิชาการสาธารณสุขจำนวนหนึ่งก็บอกว่า ที่โรคจากสัตว์มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นแบบนี้ก็เพราะมนุษย์เข้าไปรุกราน เข้าไปบุกรุกเขตป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ มากขึ้น สัตว์เหล่านี้โดยธรรมชาติ เขามีภูมิคุ้มกันในร่างกาย มันทำให้เขามีเชื้อโรคแต่ไม่เป็นโรค คือกลายเป็นที่เก็บของเชื้อ พอมนุษย์ไปรับเอาเชื้อมาก็เลยเกิดเป็นโรคขึ้น กลายเป็นว่าปัจจุบันปัญหาใหญ่ของเราคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ หรือมนุษย์กับธรรมชาติ

 

 20200322141648907

 

  • จะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้ก็มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 มีคนเสียชีวิตหลักแสน แต่ความตื่นตระหนกกลับไม่เท่าครั้งนี้?

ผมคิดว่า ความตื่นตระหนกมันสัมพันธ์กับการระบาดของสองเรื่อง คือ การระบาดของโรคที่มันน่ากลัวโดยตัวของมัน คือติดกันง่ายและตายกันเยอะ กับการแพร่ระบาดข้อมูลข่าวสารที่ปัจจุบันมันเป็นแบบเรียลไทม์มาก เร็วมาก การระบาดของสองตัวนี้บวกกันจึงสร้างผลกระทบมาก อย่างในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918-1919 มันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พอเกิดโรคระบาด ประเทศต่างๆ ก็พากันปิดข่าวได้ คนก็ไม่ค่อยรับรู้และไม่มีการตื่นตระหนกมากนัก คือการตื่นตระหนกมันขึ้นกับทั้งตัวโรคและการรับรู้ ซึ่งปัจจุบันมันกลายเป็นเรียลไทม์มากขึ้น ข่าวสารก็เร็ว เรียกว่าทั้งเร็วและล้นเกิน

 

  • นอกจากความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสาร การเมืองมีความเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนคะ

โรคระบาดเกี่ยวกับการเมืองมาก เพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตลอดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ อย่างในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วโลกในปี ค.ศ. 1918-1919 มันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ว่าโรคนี้จะระบาดในหลายประเทศ เช่น ในอิตาลีก็มีการระบาดหนัก ในอเมริกามีคนตายเป็นล้านคน

แต่ในสถานการณ์สงคราม ต่างฝ่ายต่างก็ปิดข่าวการระบาดของโรค ซึ่งตอนนั้นประเทศสเปนไม่ได้เข้าร่วมรบในสงคราม ก็มีการรายงานโรคระบาดกันตามปกติ ทำให้คนรับรู้ว่าเกิดการระบาดของโรคในสเปน ทั้งที่จริงๆ โรคนี้ระบาดอย่างหนักที่อเมริกา แม้แต่ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันก็เกือบตาย ก่อนที่จะมาเซ็นข้อตกลงตั้ง League of the Nations แต่โรคนี้ก็กลายเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นไข้หวัดสเปน หรือ Spanish Flu ไปแล้ว อันนี้เป็นบริบททางการเมืองของการเกิดโรคและการเรียกชื่อโรคที่ในยุคหลังมานี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเกลียดชังกันด้วย

ในส่วนของตัวโรคเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างในอเมริกาก็มีบันทึกว่าคนผิวขาวที่ตั้งรกรากในอเมริกาเหนือมีการแนะนำให้เอาผ้าห่มของเด็กอเมริกันที่เป็นโรคหัดไปให้ชาวอินเดียนแดง และชาวอินเดียนแดงก็ตายไป บางเผ่าตายหมดเลย เพราะว่าชนพื้นเมืองเขาไม่เคยได้รับเชื้อเหล่านี้ เขาไม่มีภูมิคุ้มกันเลย พอเจอโรคหัดก็ตายกันทั้งเผ่าเลย เรียกว่าเป็นอาวุธชีวภาพที่อเมริกันใช้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนอินเดียนพื้นเมืองก็ได้ หรือกองทัพเจงกิสข่านเองก็อาศัยศพที่ตายจากโรคระบาดโยนเข้าไปที่กำแพงของเมืองที่จะเข้าไปโจมตี พูดง่ายๆ ก็คือมีการใช้โรคเป็นอาวุธชีวภาพในการจัดการกับศัตรูโดยตรง

การเมืองเรื่องโรคบางทีก็ซับซ้อนนะ อย่างการเรียกชื่อโรคให้มันเป็นโรคของคนอื่น ก็เป็นวาทกรรมทางการเมืองแบบหนึ่งที่มุ่งกล่าวโทษหรือป้ายความผิดให้กับคนอื่น ซึ่งวาทกรรมแบบนี้มันก็อาจมีผลทั้งสองทาง คือทางหนึ่ง ในสถานการณ์วิกฤตินี่ มันสร้างความสบายใจที่สามารถโทษใครสักคนว่าเป็นสาเหตุ เพราะถ้าหากมีภัยพิบัติแล้วหาต้นตอสาเหตุ หาแพะไม่ได้ จิตวิทยาโดยทั่วไปคนก็จะรู้สึกไม่มั่นคงมั่นใจ ต้องหาอะไรสักอย่างหนึ่งมากล่าวโทษ

 ในทางตรงข้ามการกล่าวโทษอาจทำให้ผู้คนประมาท อย่างการเรียกโควิด-19 ว่าเป็น Chinese Virus ซึ่งมันก็เป็นการผลิตซ้ำภาพเหมารวมที่เคยรับรู้ว่าเป็นไข้หวัดนี้เคยโรคของเอเชีย คือมันมี Asian Flu เกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ทำให้มองว่าเอเชียเป็นแหล่งโรค การพูดว่าโควิดไวรัสเป็น Chinese virus มันก็เป็นการชิงกล่าวโทษ หาแพะรับบาป ในขณะเดียวกันอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมตะวันตกคิดว่าเราไม่เป็นหรอก เพราะมันเป็นโรคของพวกเอเชีย ก็ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่ระมัดระวัง อะไรอย่างนี้ก็เป็นได้

คือการที่กล่าวโทษคนอื่นมันสบายใจดี จนลืมไปว่าเราเองก็มีความเสี่ยง การกล่าวโทษอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวังเพราะมันก็เหมือนดาบสองคม อันนี้เป็นการเมืองของโรคที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองได้ด้วยเหมือนกัน 

 

  • ในขณะที่ยุคนี้มีข้อมูลไหลเวียนอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์กมากมาย แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังเชื่อว่ามีการปกปิดข้อมูลได้ อาจารย์วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไร

ผมคิดว่าความรู้สึกว่ามีการปกปิดข้อมูลนี้มันเป็นเรื่องของเวลา เวลาในโลกปัจจุบันของเรามันมีความลักลั่นอยู่ 3 แบบ เวลาแบบที่หนึ่งคือ เวลาราชการ ต้องมีการแถลงข่าวตามเวลาที่กำหนด เวลาที่สองคือ เวลาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันเป็นเรียลไทม์มาก เกิดขึ้นทันที รับรู้ทันที แต่เวลาที่สามเป็น เวลาของเทคนิคการแพทย์ ก็คือการตรวจต้องใช้เวลา ต้องตรวจซ้ำอีกทีหนึ่ง ตรวจขั้นต้นเป็นการตรวจคัดกรองว่าเข้าเกณฑ์แล้วค่อยไปตรวจแล็บอีกทีหนึ่ง

สามเวลานี้มันซ้อนกันไม่สนิท คนพอตรวจเจอปั๊บก็ไปโพสต์อินเทอร์เน็ตมันก็ขึ้นปุ๊บ เรียลไทม์ แต่รายงานยังไม่เข้าไปในระบบเลย ยังไม่คอนเฟิร์มเลย หรือยังไม่ถึงเวลาแถลงข่าวของทางราชการเลย ข่าวก็ออกไปแล้ว คนก็รู้สึกว่าปิด จริงๆ มันปิดไม่ได้หรอกในปัจจุบัน แต่ที่รู้สึกว่าปิด มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มั่นคง กลัว แพนิกขึ้นมาทำให้รู้สึกว่าความไม่รู้อาจทำให้เขาอับจนได้ และก็เป็นธรรมดาที่จะมีการสร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลาเหมือนกัน

 

  • ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องมีการจัดการความตื่นตระหนกของสังคมด้วย?

ผมมองว่า  Pandemic (การระบาดใหญ่) กับ Panic (ความตระหนก) มันซ้อนกัน อันนี้เป็นชื่อหนังสือของนักปรัชญาที่ชื่อ Slavoj Žižek ที่เขียนหนังสือชื่อ PANdemIC คือเล่นกับคำว่า Pandemic กับ panic ผมคิดว่าในการควบคุมโรคคงต้องจัดการคู่กันเลย

การสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติมีคนพูดเยอะแล้วนะครับว่าเราควรจะสื่อสารอย่างไร มันมีความท้าทายหลายเรื่อง ในแง่หนึ่งความซับซ้อนของเทคนิคทางการแพทย์ก็สื่อยาก ทั้งทางระบาดวิทยา จำนวนคนตาย จำนวนอุบัติการณ์ ความชุก มันไม่เหมือนกันนะ  อุบัติการณ์ยิ่งตรวจมากก็ยิ่งเจอมาก ความชุกคือการวัดตามฐานประชากร หรือยิ่งไปกว่านั้นเราต้องรู้ให้ได้ว่ามีคนที่ไปสัมผัสเชื้อเท่าไร ติดเท่าไร ติดแล้วไม่มีอาการเท่าไร มันมีความซับซ้อนทางเทคนิคทางการแพทย์ อันนี้ก็ยากระดับหนึ่งแล้ว

แล้วในสถานการณ์ที่การเมืองมีขั้วเยอะๆ ก็ยิ่งยากไปอีก ซึ่งถ้าเรามองในแง่นี้โรคระบาดหรือภัยพิบัติมันไม่ได้ทำอะไรมากนะ เพียงแค่เป็นสถานการณ์สุดโต่งที่ทำให้ความเป็นมนุษย์สุดโต่งของเรามันแสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นสุดโต่งแบบดี เช่นช่วยกันดูแลป้องกัน คุณยายเย็บผ้าเพื่อให้มีหน้ากากใช้ ร้านอาหารส่งอาหารไปโรงพยาบาล หรือไม่ก็เป็นความเป็นมนุษย์สุดโต่งอีกขั้วหนึ่งที่เป็นด้านมืด ด่ากัน ทำร้ายร่างกายกันเพราะเห็นว่าเขาใส่หน้ากากอนามัย หรือแม้แต่เห็นว่าเป็นคนเอเชียก็ถูกมองว่าเป็นสาเหตุของโรคพวกนี้ ถูกเกลียดชัง ซึ่งสถานการณ์แบบโรคระบาดหรือภัยพิบัติมันทำหน้าที่ให้มนุษย์แสดงออกถึงความสุดโต่งสองทางนี้ชัดขึ้น

ฉะนั้นในการบริหารสถานการณ์พวกนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดระบบการจัดการแบบไหน ง่ายๆ ถ้าเราเริ่มจากคำถามที่ว่าจะให้ประชาชนช่วยกันให้มากที่สุดได้อย่างไร โจทย์ที่เราถามมันจะเปลี่ยนการหาคำตอบ

คือนโยบายของรัฐเวลาออกมาสามารถเปลี่ยนประชากรออกไปได้หลายแบบ เปลี่ยนประชากรให้เป็นผู้รับบริการ หรือเปลี่ยนประชากรไปเป็นลูกค้า อย่างนโยบายชิม ชอป ใช้ ก็เปลี่ยนประชากรไปเป็นลูกค้า แต่ถ้าจะเปลี่ยนประชากรไปเป็นผู้ลุกขึ้นมาปฏิบัติการ อันนี้อยู่ที่การวาง Position ของนโยบายแต่ละแบบ เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรให้ประชากรลุกขึ้นมาช่วยกันให้มากกว่านี้ เป็นต้น

ย้อนกลับไปที่ว่าเรื่องเล่ามันเล่ายังไง ผมคิดว่านโยบายรัฐมีความสำคัญ เพราะมันเป็นตัวที่เฟรมว่าสาธารณชนคือใคร สาธารณชนคือเหยื่อผู้ที่ได้รับการระบาดของโรค ในขณะที่ Actor หรือผู้กระทำการก็คือนักระบาดวิทยา แต่ถ้าเรามองว่าทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้ปฏิบัติการ วิธีคิดหรือมาตรการจะไม่เหมือนกันนะ เราอาจจะให้แรงจูงใจหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คนลุกขึ้นมาทำ

หรืออย่างนโยบายที่ให้อยู่บ้านเนี่ย คืออยู่บ้านเพื่อที่จะเป็นอะไร เป็น Consumer เปิดทีวีดูกันไปทั้งวัน ไปดาวน์โหลดหนังมาดู หรือเป็นคนที่นั่งรอป่วย Patient in waiting หรือเป็น Active Citizen ที่จะลุกขึ้นมาช่วยอะไรเท่าที่พอช่วยได้

คำถามก็คือทำอย่างไรให้คนที่อยู่ตามบ้านลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการควบคุมโรคโดยตรง เขาอาจจะใช้เวลาที่อยู่กับบ้านทำอะไรบางอย่างได้อย่างมีความหมาย กระบวนการเหล่านี้มีส่วนที่จะทำให้เรื่องราวการระบาดของโรคถูกจดจำไปในแนวใดในอนาคต เป็นการสร้างความทรงจำทางสังคมขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่ให้ความหมายต่อโรคระบาดนี้

ตอนนี้มันอาจถูกจดจำในฐานะรอยแผลที่ให้ความรู้สึกที่แย่ เป็นเรื่องที่คนคอยจ้องจะเอาเปรียบกัน แม้แต่หน้ากากอนามัยยังเอาไปตุน หรือเราต้องการให้พูดถึงโรคนี้ในแบบอื่นที่จะกลายเป็นพลังในการจัดการกับภัยพิบัติต่างๆ ได้

ทีนี้ในแง่ของโรคโควิด-19 ถ้าไปเปรียบเทียบกับภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหว ในการรับมือกับภัยพิบัติ เราจะไปสอนว่าการป้องกันตัวจากแผ่นดินไหวให้หลบใต้โต๊ะ เพื่อที่จะไม่เป็นอันตราย ซึ่งการรับมือแบบนี้มันมีความเฉพาะเจาะจง คือมีความสามารถในการจัดการกับแผ่นดินไหวได้ แต่ในทางจัดการกับภัยพิบัติมีอีกอันหนึ่งเรียกว่า General Resilience เป็นขีดความสามารถที่ไม่ได้เจาะจงกับภัยพิบัติแต่ละประเภท เช่น มีความสามารถในการที่จะทำงานด้วยกันได้ มีความสามารถที่จะสื่อสารกันให้ชัดเจนได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติแบบไหน โรคระบาด ซอมบี้อาละวาด มันต้องมีทักษะที่เป็นขีดความสามารถทั่วไป เพราะในอนาคตภัยต่างๆ จะเดายากว่าเกิดในลักษณะไหน

อย่างกรณีโควิด-19 นี่ ถ้าเราจะแก้ปัญหาแบบเฉพาะเจาะจง ก็ต้องมีวัคซีนหรือยารักษา แต่เราก็มีมาตรการที่เรียกว่าเป็น Non Pharmaceutical Interventions คือมาตรการที่ไม่ได้ใช้ยาหรือวัคซีนอะไร เช่น การศึกษาข้อมูล ติดตามสถานการณ์ การล้างมือ การรักษาระยะห่าง ซึ่งเป็นความสามารถที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับโรคโควิด 19 คือต่อไปอาจมีไวรัสตัวอื่น แต่เราก็สามารถใช้ทักษะชุดนี้ไปรับมือได้ สามารถรับรู้และกรองข้อมูลได้ อันนี้เป็นความสามารถที่เราต้องสร้างกันเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันระยะยาว

ความสามารถหรือทักษะอันหนึ่งที่จำเป็นในสถานการณ์วิกฤตก็คือ ความเป็นผู้นำ ทีนี้เรามาดูความสามารถของคนที่ลุกขึ้นมานำ เราจะเห็นเป็นฝั่งการแพทย์ ซึ่งโอเค มีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกิดขึ้นและออกมามีบทบาทมากมาย ทำให้คนมองเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อไวรัส ระยะฟักตัว อะไรพวกนี้ได้ แต่หลายกรณีของภัยพิบัติเราพบว่ามันต้องมีผู้นำในด้านมนุษยธรรม หรือ Humanity ที่จะทำให้เรามองเห็นการณ์จากมุมมองที่เข้าใจในความเป็นมนุษย์ ความทุกข์ ความเห็นอกเห็นใจกัน ชักชวนให้มนุษย์มองเหตุการณ์นี้อย่างครุ่นคิด ตรึกตรอง เป็นบทเรียนที่เปลี่ยนแปลงเราไปสู่สังคมที่ดีขึ้นในระยะยาว หรือพัฒนาตัวเราให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น อันนี้ก็มีความจำเป็นด้วย

แต่ถ้าเรามองว่าเป็นปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา เราจะไม่ได้ใช้โอกาสในการทำเรื่องเหล่านี้เลย ในวิกฤติเหล่านี้ศาสตร์ทางการแพทย์อย่างเดียวนี่มันไม่พอ คือมันไม่ผิดนะ แต่มันไม่พอที่จะแก้ปัญหาและพาสังคมไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นในระยะยาวได้ เพื่อพร้อมที่จะรับมือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 20200325163455600

 

  • จากสถานการณ์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ามีการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่เป็นบวกและลบตลอดเวลา อย่างกรณีการเดินทางกลับต่างจังหวัดของแรงงาน ก็มีทั้งกลุ่มที่ต้องการให้กีดกัน และกลุ่มที่อยากให้ช่วยเหลือกัน?

ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งซึ่งส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ ด้วย มีการสรุปกันว่า วิกฤติจะหนักหรือเบามันสัมพันธ์กับทุนทางสังคมเดิมที่มีอยู่ ถ้าสังคมเรารุ่มรวยด้วยทุนเรานำมาใช้ได้ จัดการได้ ก็จะรับมือได้ดี ซึ่งทุนหนึ่งก็คือความไว้วางใจกัน ความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันในเวลาที่เผชิญกับวิกฤติ เป็นศักยภาพอย่างหนึ่งที่ถ้าขาดไปก็ทำให้สถานการณ์มันแย่

ทีนี้เรื่องคนอพยพกลับไปบ้าน คนแพนิกกันมากเพราะข้อมูลมันออกไปทางเดียวว่าคนเหล่านี้จะไปแพร่โรค ผมอยากจะมองต่างมุมนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็ได้ประเมินสถานการณ์ว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม ผมมีความรู้สึกว่า กลุ่มคนที่เดินทางกลับบ้านไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก เพราะถ้าดูจำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นคือเป็นกลุ่มที่ไปเที่ยว ไปต่างประเทศ ไปผับ ไปสนามมวย ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นแรงงานระดับรับจ้าง อาจจะมีบ้าง แต่กลุ่มที่กลับออกไปส่วนใหญ่เป็นแรงงานรับจ้าง ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่สัมผัสพื้นที่เสี่ยงอะไรมากมาย ผมคิดว่าลองมองในแง่นี้ไว้ด้วยก็ได้

อีกส่วนคือประเทศไทยมีระบบบริการหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล เรียกว่าเป็นระบบบริการปฐมภูมิที่อาจจะเรียกว่าดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ผมไปประชุมที่ขอนแก่นมา ตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนี้ แต่ก็มีคนกลับมาจากเกาหลี จากต่างประเทศ เขาก็ตื่นตัวมากนะ เจ้าหน้าที่ อสม. มีความเข้าใจมาก

ผมคิดว่าระบบการเฝ้าดูและการช่วยเหลือดูแลกันในชนบทมันดีกว่าครับ แล้วเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรู้จักคนเกือบทุกบ้าน  เพราะฉะนั้นถ้าไม่เกิดกระแสความเกลียดชังกันมากเกินไป ทำให้เขาดูแลกันได้ ก็อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้

ผมรู้สึกว่ามุมมองเรื่องนี้มันทะลักไปในทางเดียวมากเกินไป ไปในทางหวาดกลัว ตอนนี้ที่เราควรทำคือ ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ทุกชุมชนลุกขึ้นมากระทำการต่างๆ ได้ ไม่ใช่เป็นความรู้สึกในลักษณะว่า อะไรๆ ก็มาลงที่ อสม. แบบนั้น

 

  • ดูเหมือนว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในสังคมเราคือการสื่อสาร ทั้งในแนวดิ่งตามระบบราชการ และแนวราบผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ?

ผมเห็นด้วยนะ การสื่อสารได้ซ้ำเติมการจัดการโรคซึ่งจัดการยากอยู่แล้วให้ยุ่งยากขึ้นไปใหญ่ แต่ถ้ามองในแง่ดี ถ้าเราไม่มีโลกของการใช้สื่อสังคมมากอย่างทุกวันนี้ หลายเรื่องจะไม่เป็นที่รับรู้และไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเรื่องการขาดแคลนหน้ากากอนามัยตามโรงพยาบาล ถ้ามีระบบเดียวคือระบบสั่งการของทางราชการ เรื่องพวกนี้มักจะไม่มีการรายงานไปถึงผู้บริหารเท่าไร จะเป็นแบบ...อย่ารายงานเดี๋ยวองค์กรดูไม่ดี ในขณะเดียวกันมันก็สร้างความสับสนในบางข่าว

เรื่องนี้ก็กลับไปเหมือนเดิมว่า ทำอย่างไรจะสร้างสาธารณชนที่มีวิจารณญาณมากขึ้น กรองข่าวสารเป็น ยิ่งตัวเองอยู่ในโลกอัลกอริทึมของข่าว เราเคยคลิกข่าวนี้ ชอบเรื่องแบบนี้ มันก็จะส่งข่าวทำนองเดียวกันมาให้ตลอดเวลา เราก็คิดว่าโลกของความเป็นจริงมันมีอยู่แค่นั้น ทั้งที่มันถูกกรองมาให้เรา เพราะเรามีเพื่อนแบบนี้ แสดงความเห็นไว้แบบนี้ ทำให้แต่ละคนเหมือนอยู่ในห้องเสียงสะท้อน พูดไปก็ก้องกันไปมาอยู่ในกลุ่มของตัวเอง

ในทางสังคมศาสตร์ก็ถือว่าเป็นเงื่อนไขของความรุนแรง มีงานวิจัยที่เอาคนสองกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันมา ให้เขามาแสดงความคิดเห็นเรื่องนโยบายรัฐต่อคนผิวสี กลุ่มหนึ่งเป็นพวกเห็นอกเห็นใจคนผิวสี อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกต่อต้านคนผิวสี ให้มาถกเถียงกัน พอเถียงกันเสร็จให้เขากลับไปทำงานในกลุ่มตนเอง ก็เลือกหัวหน้ามาถกเถียงกัน เวลาผ่านไปจะยิ่งแรง เพราะว่าคนในกลุ่มเองก็จะเริ่มไม่มองความเหมือน มองแต่ความต่างระหว่างกลุ่มนั้นกับกลุ่มเรา และการเลือกผู้นำก็จะเลือกคนที่แรงและสุดโต่งมากที่สุดในกลุ่มมาเป็นตัวแทนความคิดตัวเอง

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ถ้าหากการสื่อสารจำกัดอยู่ในวงเดิม เอาความคิดเดิมๆ มาฟีดกันเอง ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของโซเชียลมีเดียด้วยนะ บางคนบอกว่าลองเข้าไปในเพจนี้สิ ไปดูคอมเมนต์สิ ก็จะเป็นพวกเดียวกัน คอมเมนต์ว่าชอบ เอาเลย สู้ๆ แต่อีกพวกหนึ่งอาจจะแชร์ไป ไปอยู่ในโลกของตัวเอง ก็ด่า สองกลุ่มนี้ไม่คุยกัน นี่เป็นสูตรสำหรับความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง และสถานการณ์แบบนี้ก็มาซ้ำเติมอีก

 

  • สุดท้าย...สังคมไทยควรเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้เพื่อเตรียมตัวสู่ภัยในรูปแบบอื่นๆ ในอนาคต      

ถ้าให้ผมสรุปตอนนี้ อันที่หนึ่ง ความรู้ทางการแพทย์และระบาดวิทยาไม่เคยพอ มันไม่ผิดแต่มันไม่พอในการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งอันนี้หมายความว่าในกระบวนการที่เราสร้างมาตรการใดๆ ขึ้นมา จำเป็นต้องดึงเอามุมมองหลากหลายเข้าไปช่วยคิด อันนี้ต้องจัดรูปขบวนไปรับมือให้ได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าหากปัญหาซับซ้อนถูกทอนไปเหลือมุมมองด้านใดด้านเดียว มันจะไม่รอบคอบเลยในการตัดสินใจ ผมคิดว่ามันบอกได้แล้วตอนนี้

ในแง่หนึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป การเรียน การพัฒนาวิชาชีพต่างๆ ในปัจจุบันไม่ได้เอื้อเรื่องนี้เท่าไร คนเรียนแพทย์ก็เรียนแต่เรื่องที่เกี่ยวกับแพทย์ เรียนแต่สายวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้มีโอกาสมารู้จักนักสื่อสารมวลชน คือไม่มีการเรียนข้ามวิชาชีพเท่าที่ควร แต่ปัญหาที่เราจะเผชิญต่อจากนี้ไป ต้องการมุมมองข้ามวิชาชีพมากเลย อันนี้ไม่ต้องพูดถึงโครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว และเป็นข้อจำกัดอย่างที่เราเห็น

อันที่สอง ถ้าให้สรุปคือโรคระบาดจะหายไป แต่บาดแผลจากกระบวนการรับมือจะยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชังของเชื้อชาติ ความเกลียดชังของผู้คนที่รู้สึกว่าเขาถูกทอดทิ้ง ถูกละเลยหรือเพิกเฉยจากนโยบาย ทำให้เขาต้องตกงาน หรือพวกแพทย์พยาบาลที่เขารู้สึกว่าถูกปล่อยให้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องเสี่ยงภัย ทัศนคติแบบนี้จะมีอายุยืนยาวกว่าโรคระบาด เพราะฉะนั้นผลพวงของมันจะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว ความทรงจำกับบาดแผลเหล่านี้จะยังคงทำให้เราต้องเจ็บปวดต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ถ้าเป็นไปได้อาจจะต้องตั้งคำถาม อย่างที่ ฟริตจอฟ คราปา ผู้เขียน ‘จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ’ กับนักเขียนอีกคนหนึ่ง เขียนบทความว่า สมมติเราอยู่ในปี 2050 จะพูดถึงโควิด-19 อย่างไร ซึ่งมันหมายถึงไปคุยไปคิดกันก่อนว่า เราอยากให้สิ่งนี้เกิดผลพวงอย่างไรในอนาคต เมื่อมองย้อนกลับมาจะเห็นมาตรการบางอย่างที่เราควรทำก็ได้

และอันที่สามที่ผมรู้สึกว่าจำเป็นคือ การสร้างทุนในด้านสังคมเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ซึ่งไม่ใช่ว่าเราต้องรู้ว่าโรคเป็นอะไร ภัยพิบัติเป็นอะไร แล้วค่อยมาเตรียมตัวนะ มันมีการออกแบบในทางสังคม กระบวนที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มีความพร้อมที่จะรับมือในลักษณะทั่วไป และที่สำคัญคือการออกแบบกระบวนการโครงสร้างนั้นต้องย้อนกลับมาเข้าใจว่า ‘วิกฤติ’ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าช่วงเวลาที่มนุษย์จะแสดงออกถึงด้านมืดที่สุดของเขา หรือด้านที่สว่างที่สุดของเขาก็ได้ ถ้าเราออกแบบสิ่งนี้ได้ดี เราก็จะเชื้อเชิญให้เขาแสดงออกในด้านที่ดีงามของความเป็นมนุษย์ได้