‘นพ.ยง ภู่วรวรรณ’ : ไทยพร้อมมั้ย? ในสนามมาราธอน COVID-19

April 23, 2020
by ชุติมา ซุ้นเจริญ, ภาพ: หอประวัติคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

'หมอยง' ตอบทุกข้อสงสัย ทำไม 'โควิด 19' จึงร้ายกาจ 'การระบาด' จะสิ้นสุดเมื่อไร และอะไรคือจุด 'วิกฤติ' ที่จะทำให้สถานการณ์กลับมาเลวร้าย

 

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลิกนิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเมธีวิจัยอาวุโส (สกสว.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ คือเป็นหนึ่งในทีมอเวนเจอร์ ผู้ร่วมให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคโควิด-19

นพ.ยง เคยให้ภาพสถานการณ์ที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญนี้ว่า ไม่ต่างจาก “การวิ่งมาราธอน” จำเป็นต้องเตรียมสรรพกำลังให้พร้อมสำหรับการต่อสู้ในระยะยาว ไม่ใช่การวิ่งแบบม้วนเดียวจบ

อย่างไรก็ตาม นับจากวันที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมกราคมจนถึงวันนี้ กว่า 3 เดือนแล้ว คำถามที่อยู่ในใจของหลายคนคงคล้ายๆ กันว่า “เส้นชัยของมาราธอนสนามนี้อยู่อีกไกลแค่ไหน”

คำตอบแบบกว้างๆ จากอาจารย์หมอนักไวรัสวิทยาก็คือ “เป็นปีครับ”

ดังนั้น นอกจากรัฐบาลจะต้องจัดสมดุลระหว่าง ‘การควบคุมโรค’ กับ ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม’ สิ่งที่คนไทยควรเตรียมตัวให้พร้อม คือการเรียนรู้เพื่ออยู่กับ ‘โควิด -19’  

 

  • ในมุมของนักไวรัสวิทยา ไวรัสตัวนี้ร้ายกาจกว่าที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหนคะ

ถ้าเปรียบเทียบเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 กับโรคซาร์ส เมอร์ส หรืออีโบลา จะเห็นว่าโรคอีโบลามีอัตราการตายสูงและรุนแรงมาก โดยอัตราการตายช่วยแรกๆ สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ต่อมาค่อยๆ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โรคเมอร์สมีอัตราการตายประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ โรคซาร์สประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1 หรือ 0.2 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้นจะเห็นว่าเมื่อย้อนไปอดีต โรคอะไรก็ตามแต่ที่มีความรุนแรง เช่น อีโบลา มีโอกาสที่จะระบาดทั่วโลกยาก เพราะป่วยแล้วอาจจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล การวินิจฉัยไม่ยาก และผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางไปไหน สำคัญก็คือโรคที่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่อาการไม่รุนแรง ถ้าดูโรคโควิด-19 อัตราการตายอาจจะอยู่ที่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าโรคนี้มีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะเยอะเลยที่มีอาการน้อย

โดยขณะนี้ตัวเลขจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการนั้นมีอยู่เท่าไร แต่คาดการณ์จากข้อมูลของทางประเทศญี่ปุ่น บนเรือไดมอนด์พรินเซสพบผู้ป่วยไม่มีอาการราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์มีอาการ เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ และอีก 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่อาจไม่มีอาการ แต่ในเด็กส่วนใหญ่ไม่มีอาการ มีอาการน้อย ซึ่งกลุ่มนี้แหละที่จะเป็นคนแพร่เชื้อ

ในกลุ่มคนที่มีอาการก็บอกอีกได้ว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีอาการน้อย แล้วประมาณ 15-16 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่มีอาการจะมีอาการรุนแรง ที่เหลืออีกประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในขั้นวิกฤติที่ต้องนอนไอซียู เพราะฉะนั้นเมื่อมีกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรงมาก ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินทางข้ามประเทศ ข้ามทวีปได้ ตรงนี้จึงทำให้ยากต่อการควบคุมโรค และก่อให้เกิดการแพร่กระจายไปทั่วโลก

ขณะเดียวกันถ้าโรคโควิด-19 มีความรุนแรงน้อยแบบไข้หวัดใหญ่ อัตราการตายน้อยก็ปล่อยให้เป็นไปเลย ไม่เป็นไร แต่เผอิญโควิด-19 มีอัตราการตายและความรุนแรงโรคมากพอควร ซึ่งอาจจะมากกว่าไข้หวัดใหญ่เป็นสิบเป็นร้อยเท่า เพราะฉะนั้นตราบใดที่โรคยังมีความรุนแรงและแพร่กระจายง่าย ก็สร้างความลำบากในการดูแล องค์การอนามัยโลกเลยประกาศว่าเป็นโรคระบาด หรือ Pandemic ที่มีการแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว ซึ่งต้นตอการเกิดโรคเกิดจากจุดเล็กๆ จุดเดียวที่อู่ฮั่น ตั้งแต่เดือนธันวาคม แต่พอมาถึงตอนนี้มีผู้ป่วยที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการมากกว่า 2 ล้านคน แสดงว่าผู้ป่วยจริงๆ เป็นไปได้ว่าอาจจะอยู่ที่ 3-4 ล้านคน

โรคโควิด-19 เมื่อเกิดการแพร่กระจายแล้ว โอกาสที่จะควบคุมหรือหยุดการระบาดจึงทำได้ยาก ไม่เหมือนกับโรคซาร์ส ที่โรคมีอาการรุนแรงกว่ามาก ซึ่งโรคซาร์สระบาดในช่วงเดียวกันกับโรคโควิด-19 คือเริ่มตั้งแต่พฤศจิกายน-ธันวาคม แต่โรคซาร์สใช้เวลา 9 เดือน ปราบโรคได้สูญสิ้นเลย มีผู้ป่วยทั้งสิ้นประมาณ 8 พันคน เสียชีวิตเกือบ 800 คน แต่เมื่อเทียบกับโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ระยะเวลาการระบาดยังไม่เท่าโรคซาร์สเลยด้วยซ้ำ แค่ไม่กี่เดือนก็มีผู้ติดเชื้อหลายล้านคน พอการแพร่เชื้อกระจายไปได้ง่ายแบบนี้ก็สร้างภาระมโหฬารเลย ทุกคนมีความตระหนักว่าทำอย่างไรที่จะชะลอการระบาดของโรคโควิด-19 ให้ได้ มาตรการต่างๆ ที่ทุกภาคส่วนกำลังทำอยู่นี้ เพื่อชะลอการระบาดให้น้อยที่สุด

  • หลายมาตรการเริ่มส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการผ่อนคลายในเร็ววันนี้

ทำไมต้องปิดเมือง ลดการเดินทาง เพิ่ม Social Distance (ระยะห่างทางสังคม) ปิดร้านอาหาร เพราะเราพลาดที่สนามมวยและสถานบันเทิง ทำเอาปั่นป่วนพอสมควร ตอนนั้นเคสผู้ป่วยเพิ่มขึ้นวันละ 100-200 คน จึงต้องมีมาตรการต่างๆ เพื่อกดตัวเลขผู้ติดเชื้อลงมา ซึ่งการพยายามลดตัวเลขผู้ติดเชื้อก็เพื่อซื้อเวลา เพื่อให้ระบบทางการแพทย์หรือโรงพยาบาลรองรับได้ ถ้าปล่อยให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นแสนคน แพทย์ที่ดูแลก็ไม่พอ อัตราการตายจะสูง การสูญเสียก็จะมาก แต่ถ้าคนไข้น้อย กำลังแพทย์และพยาบาลมีเพียงพอ ก็สามารถดูแลผู้ป่วยได้ ความสูญเสียจะน้อยลง

ผมคงไม่พูดเรื่องมาตรการว่าทำอย่างไร เพราะทุกคนคงได้เห็นและรับทราบอยู่แล้ว แน่นอนถ้าเราลดผู้ติดเชื้อลงจนตัวเลขเป็นศูนย์ได้ยิ่งดี แต่ขณะเดียวกันผลกระทบอีกด้านหนึ่งคือเรื่องเศรษฐกิจและสังคม คนว่างงานเยอะขึ้นเพราะร้านปิด ไม่มีงานทำ เกิดความลำบาก ซึ่งรัฐบาลก็ต้องหาเงินมาอุดรอยรั่ว แล้วการลดผู้ติดเชื้อแบบนี้คงทำได้ระยะหนึ่ง

เพราะโรคโควิด-19 ยังคงอยู่อีกนาน เรารอเวลาดีๆ ที่จะมียามารักษา รอวัคซีนที่คิดค้นขึ้นมาสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อยุติโรค แต่การจะหวังรอวัคซีนอาจใช้เวลาเป็นปี ยารักษาใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่จะได้ยารักษาดีๆ ที่ช่วยไม่ให้ผู้ป่วยเป็นปอดบวม เสียชีวิต เพราะฉะนั้นที่ยื้อกันไปยื้อกันมาเพื่อรอวัคซีน

อีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจสังคมจะต้องบาลานซ์กัน เพราะเราจะดูแลเศรษฐกิจสังคมไปยาวนานแบบนี้ คนก็จะไม่มีกิน ที่จริงบ้านเราโชคดี เพราะบ้านเราเป็นแหล่งอาหาร จริงๆ แล้วแค่ปัจจัย 4 พอเพียงแล้ว บ้านเราจะเดือดร้อนน้อยกว่าบางประเทศ บางประเทศต่อให้เขามีน้ำมัน มีอะไรหลายๆ อย่าง แต่ถ้าไม่มีอาหารมันก็ไม่มีความหมาย ในกรณีที่โรคระบาดแบบนี้ แน่นอนถ้าคนว่างงานก็ลำบาก รัฐบาลต้องสนับสนุนดูแลส่วนหนึ่งเพื่อยื้อไว้ แล้วจะต้องมาอยู่ในจุดสมดุลหนึ่ง คือจุดที่เราควบคุมโรคได้ มีโรคน้อยมาก แล้วทุกคนอยู่ได้ด้วย แบ่งปันกันให้อยู่ให้ได้เพื่อซื้อเวลาให้ยาวที่สุด ก็คงจะต้องมีทางออกที่เหมาะสม แต่ถ้าบอกว่าเหมาะสมแล้วเปิดเมืองเลย โรคก็อาจจะสวิงกลับมาเหมือนประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ แล้วพอเกิดการระบาดขึ้นใหม่จะควบคุมได้ยาก ต้องปิดเมืองใหม่ ประกาศ พ.ร.ก. ใหม่ เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ตาชั่งบาลานซ์

แน่นอนว่าโลกหลังยุคโควิด-19 ต้องเปลี่ยนไป ปีสองปีนี้เปลี่ยนแน่นอน กฎระเบียบต่างๆ ต้องเปลี่ยนไป เราจะใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้ ใครทำงานที่บ้านก็ต้องทำงานให้ได้ ใช้การประชุมทางไกลด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Teleconference) พูดคุยทางโทรศัพท์

ในเรื่องของโซเชียลก็ต้องเปลี่ยน จะเห็นว่าเมื่อก่อนฝรั่งจับมือกัน ตอนนี้เปลี่ยนมายกมือไหว้ ในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ ต้องเปลี่ยนเยอะเลย เรื่องของเงินเปลี่ยนมาจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ร้านอาหารจากที่นั่งรับประทานรวมกันเยอะๆ คงไม่ได้ ต้องมีการปรับตัวจนกว่าจะควบคุมโรคได้ ถ้ายังควบคุมไม่ได้ อาจต้องนั่งรับประทานคนเดียว นอกจากการควบคุมระยะห่างแล้ว การใช้เวลานั่งรับประทานนานๆ ก็อาจจะไม่ได้ ต้องใช้เวลาให้น้อย

ห้างสรรพสินค้าจะลดราคาแล้วทุกคนเฮโลกันมาก็คงไม่ได้เช่นกัน การแข่งขันกีฬาเห็นได้เลยว่า ในช่วงระยะหลังจากนี้จนกว่าจะควบคุมโรคได้ อาจจะยอมให้แข่งได้ แต่ห้ามมีคนดูในสนาม ใช้วิธีการถ่ายทอดให้ออกไปดูข้างนอก วิถีสังคมชีวิตต่างๆ จะต้องเปลี่ยนไปเยอะพอสมควร โดยที่ทุกคนต้องยอมรับ ให้อยู่ในจุดที่สมดุลพอดี จุดไหนควบคุมโรคได้แล้วเรารอรับได้ จุดไหนที่ทุกคนอยู่ได้ อันนั้นแหละผมว่าเป็นจุดที่พอดี

 

761fa281c723bc5bf1a935418046a72b

 

  • ในเมื่อระยะเวลาขึ้นอยู่กับความสำเร็จของยาและวัคซีน ตอนนี้ความก้าวหน้าของการพัฒนายาและวัคซีนอยู่ในขั้นไหนแล้วคะ

        เรื่องของยาคิดว่าตอนนี้ทุกคนก็พยายามคิดค้น ขณะนี้การรักษาเป็นการยืมยาเก่ามาใช้ เช่นยืมยารักษาโรคมาลาเลีย เอดส์ ไข้หวัดใหญ่มาใช้ ยาที่รู้แล้วว่าไม่มีอาการข้างเคียงหรือผลข้างเคียงน้อย แต่ถามว่าได้ผลดีไหม ก็ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่เหมือนกับยาที่คิดค้นมารักษาโดยตรง ลองนึกย้อนถึงโรคเอดส์ ในระยะแรกไม่มียารักษา ใครเป็นแทบจะฆ่าตัวตาย แต่สมัยนี้ โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV) มียารักษาที่ดีมาก สามารถป้องกันการติดต่อจากแม่มาสู่ลูก จนทุกคนเริ่มไม่มีใครกลัว HIV เลย แต่กว่าจะได้ยาใช้เวลาเป็นสิบปี สมัยแรกๆ AZT ว่าดีแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ไม่ดี เลิกใช้หมดแล้ว

ทำนองเดียวกันตอนนี้ยารักษาโรคโควิด-19 โดยตรงยังไม่มี เป็นการยืมยาตัวอื่นๆ มารักษา นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดค้นยาเฉพาะโรคที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งต้องใช้เวลา แต่การหายาง่ายกว่าการพัฒนาวัคซีน กลุ่มที่ทำวัคซีนก็ต้องคิดค้นไป

องค์การอนามัยโลกบอกเลยว่า มีกลุ่มนักวิจัยที่คิดค้นวัคซีนกลุ่มใหญ่ๆ ประมาณ 30 กลุ่ม รวมทั้งบริษัทเอกชนด้วย เพราะฉะนั้นทุกคนคิดค้นหาวิธีของตัวเองว่าตัวไหนจะได้ผลดีที่สุด อย่างไรก็ตามก็คงไม่ง่ายและต้องใช้เวลา แล้วเวลาที่ใช้จริงๆ คงไม่น้อยกว่า 1 ปี ถึงแม้จะมีการเริ่มทดลองกับคนแล้วในวันนี้ แต่กว่าจะรู้ผลก็เป็นปี ขณะเดียวกันถ้ายังไม่รู้อะไรเลย เพิ่งเริ่มทำ ก็ต้องทดลองกับสัตว์ทดลองก่อน สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ และจะเริ่มทดลองกับกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มใหญ่ขึ้นก็ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวอยู่กับโรคโควิด-19 ให้ได้เป็นปี

  • การผลิตยาและวัคซีนขึ้นในประเทศมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

เรื่องยาก็คงยากนิดหนึ่ง นอกจากว่าถ้าใครคิดค้นได้แล้ว โรงผลิตยามาทำเอง มาต่อยอด อย่างนี้เป็นได้ แต่ให้คิดค้นตั้งแต่ต้นเลยอาจจะยาก เพราะประสิทธิภาพของเรายังไม่พร้อมถึงขั้นนั้น ในอดีตที่ผ่านมาเราไม่เคยสนับสนุนงานวิจัยแบบนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนวัคซีนก็มีความหวัง มีหลายกลุ่มที่พยายามพัฒนาวัคซีน แต่การคิดวัคซีนมันมีหลายองค์ประกอบ ถ้าเราคิดตั้งแต่ต้นจนไปถึงใช้งาน คงใช้ระยะเวลายาวนาน แต่ถ้าเราร่วมมือกับต่างชาติ เช่นว่า ต่างชาติเขาคิดค้นขึ้นมาได้ เรามาร่วมมือกันในการทดสอบในคน ซึ่งเรามีความสามารถอยู่แล้ว ก็จะช่วยกันได้เร็วขึ้น เช่นว่าทดสอบในคน แล้วบอกว่าเรามาช่วยกันพัฒนาวัคซีนนะ เมื่อผลิตได้แล้วคุณก็ต้องยอมให้เราใช้

ที่เร็วที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเขาผลิตได้แล้วเราซื้อมาเลย ซื้อมาใช้ก็ง่ายที่สุด ไม่ต้องคิด แต่ยากที่สุดก็คือคิดเองตั้งแต่ต้น ยากลงไปหน่อยคือร่วมมือกับต่างชาติ เพราะฉะนั้นเราต้องทำไปพร้อมๆ กันทั้ง 3  วิธี แล้ววิธีไหนง่ายที่สุดเอามาก่อน เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

  • อาจารย์มองว่าองค์ความรู้หรืองานวิจัยของเรามีเพียงพอในการรับมือโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่คะ

บ้านเรามักจะพูดว่างานวิจัยขึ้นหิ้ง ทั้งๆ ที่มันไม่จริงหรอก ถ้าของเต็มหิ้งเมื่อไรมันก็เป็นห้าง ทั้งๆ ที่งานวิจัยเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ โรคระบาด การสร้างองค์ความรู้ต่างๆ มันไม่ได้ขึ้นหิ้งหรอก เรื่องของระบาดวิทยา เมื่อไม่เกิดการระบาดก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อเกิดการระบาดแล้วถ้าเราไม่มีองค์ความรู้เพราะก่อนหน้านี้ไม่ศึกษา ก็บอกว่าขึ้นหิ้งเพราะยังไม่เกิดไง

เพราะฉะนั้นกระทั่งงานวิจัยพื้นฐาน ผมบอกได้เลยว่าจริงๆ มีประโยชน์ ถ้าไม่มีพื้นฐานก็ต่อยอดไม่ได้ ถ้าไม่รู้จีโนม (genome) ก็พัฒนาการตรวจวินิจฉัยไม่ได้ ฉะนั้นทุกอย่างแต่เดิมเราบอกว่าทำแล้วต้องขายได้ คิดผิด จะเอาอยู่บนยอดโดยฐานโคลงเคลง เพราะฉะนั้นงานวิจัยพื้นฐานมีความจำเป็น ถ้าฐานไม่แน่น ก็ต่อยอดไม่ได้

โดยส่วนตัวผมก็ยังสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐาน เพื่อให้ฐานมันแน่น ล้นไปถึงห้าง แต่ของเราบอกไม่ได้ ต้องขายได้ 70 เปอร์เซ็นต์ พื้นฐาน 30 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นพีระมิดหัวกลับ แทนที่จะพื้นฐาน 70 ขายได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ฐานก็จะแน่น ประเทศไหนก็ตาม แต่กว่าจะไปอยู่บนยอดได้พื้นฐานต้องแน่น

  • ถ้าเช่นนั้น ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยด้านใดบ้างเพื่อรับมือกับวิกฤติ ‘โรค’ ในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

ลองดูสิว่า ตั้งแต่ไข้หวัดนก ซาร์ส เมอร์ส แม้กระทั่งมือ เท้า ปาก มีโรคอุบัติใหม่ตลอดเวลา แล้วครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน 1 ปีข้างหน้า 2 ปีข้างหน้าจะมีโรคอุบัติใหม่อะไรออกมาอีก เราไม่รู้หรอก เพราะฉะนั้นการรับมือก็คงต้องมีงานวิจัยที่เตรียมพร้อม การพัฒนานักระบาดวิทยาควบคู่กันไป

จริงๆ การพัฒนางานวิจัยต้องมีเครือข่ายหลายๆ ศาสตร์มาร่วมกัน เพราะพอมีการระบาดขึ้นมา ต้องการนักวิทยาศาสตร์มาคำนวณ นักคณิตศาสตร์มา นักคอมพิวเตอร์มา คำนวณเมกะดาต้าดูซิ ทิศทางเป็นยังไง การพยากรณ์จำนวนคนไข้อะไรต่างๆ จะเห็นว่ามีการพูดถึงคณิตศาสตร์เยอะแยะไปหมด ถ้าเราดูตอนนี้ นักเคมีก็ต้องเข้ามาหาสารอะไรต่างๆ ต้องใช้ทุกศาสตร์แม้กระทั่งทางสังคม ผลกระทบทางสังคมก็ต้องใช้นักวิจัยสังคมศาสตร์ ผลกระทบทางวัฒนธรรมก็ต้องใช้นักวิจัยทางวัฒนธรรมเข้ามา

ไม่ใช่แค่ศาสตร์ทางการแพทย์ศาสตร์เดียว อย่างทางการแพทย์บอกว่าลองคำนวณว่าเดือนหน้าจะมีคนไข้เพิ่มอีกเท่าไร นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องคำนวณให้ ในการเตรียมพร้อมศาสตร์ทุกอย่างล้วนมีความจำเป็น

 

12aac920caebe7ac1d677a591c36f4b4

 

  • จากการประเมินของอาจารย์ มาตรการต่างๆ ของไทยในการรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ถือว่ามาถูกทางไหมคะ

ถูกทาง เราทำได้ดีมาก ตั้งแต่เจอผู้ป่วยรายแรกเราก็วางแผนดีมาตลอด จนมาพลาดสนามมวยกับสถานบันเทิง หลังจากนั้นเราก็มีการเลิกสงกรานต์ มีการขยับทีละขั้นละตอน จนตอนนี้จะเห็นว่าคนไข้เริ่มน้อยลง อย่างไรก็ตาม เราต้องเคร่งครัดกว่านี้ ถ้าไม่อย่างนั้นฤดูฝนเราจะลำบาก เพราะฤดูฝนเป็นฤดูที่โรคทางเดินหายใจติดง่ายกว่าฤดูร้อน

ฉะนั้นผมคิดว่ามีบรรยากาศอะไรหลายๆ อย่างที่ช่วยเราอยู่ตอนนี้ รวมทั้งสังคมทางบ้านเรา แต่แน่นอนการเดินทางครั้งนี้เราต้องเดินทางไกล มีบางคนจะต้องยากลำบาก ก็ขอให้ทุกคนอดทนร่วมมือกัน คนที่มีจะกินก็ต้องช่วยคนหาเช้ากินค่ำในยามนี้นะครับ

  • นอกจาก ‘ฤดูฝน’ แล้ว อะไรคือจุดพลิกผันที่อาจทำสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

        ความเป็นระเบียบวินัยของคน ความเชื่อฟัง ผมกลัวว่าวันหนึ่งอาจถึงขีดที่คนไม่เชื่อฟังขึ้นมาได้

  • เหมือนประท้วงมาตรการล็อกดาวน์ในสหรัฐอเมริกา?

        ใช่ เราก็กลัว เพราะคนเราถ้าไม่มีจะกินขึ้นมา เขาก็ไม่กลัวหรอก เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้อยู่ได้ ถ้าเขาอยู่ได้เราก็อยู่ได้ คนมีเงินจะคิดว่าตัวเองอยู่ได้ ไม่เดือดร้อน...ไม่ได้ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ เราก็จะอยู่ไม่ได้

  • สุดท้ายอาจารย์อยากฝากอะไรถึงคนในสังคมที่ต้องร่วมในเส้นทางมาราธอนนี้ไหมคะ

        ฝากเรื่องความมีระเบียบวินัย และขอให้พร้อมใจร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวที่จะต้องต่อสู้กับภาวะไม่ปกติ ถ้าทุกคนเป็นหนึ่งเดียวช่วยเหลือกัน มีระเบียบวินัยผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้