'พรหมลิขิต' ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

April 30, 2020
by กนกพร โชคจรัสกุล

เปิดใจ 'รอมแพง' ผู้เขียนนวนิยาย 'บุพเพสันนิวาส' กับภาคต่อที่ทุกคนรอคอย 'พรหมลิขิต' ที่ต้องติดขัดไม่อาจลงจอ เพราะการระบาดของโควิด-19

 

ความสำเร็จอย่างท่วมท้นของละครดังที่สร้างจากนวนิยายเรื่อง บุพเพสันนิวาส โดยผู้เขียน รอมแพง ไม่เพียงสร้างเรตติ้งในจอ แต่ยังสร้างกระแสความนิยมแต่งชุดไทยนอกจอในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหลังจากทิ้งระยะให้แฟนละครเฝ้ารอภาคต่อกันมาสมควร ไม่นานมานี้ ภาค 2 ของบุพเพสันนิวาส ในชื่อเรื่อง ‘พรหมลิขิต’ ก็เริ่มร่ายมนต์อักษรกับแฟนนักอ่านแล้ว ด้วยยอดพิมพ์กว่า 45,000 เล่ม กับการตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19

รอมแพง เป็นนามปากกาของ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา ผู้มีผลงานนวนิยายกว่า 22 เล่ม ได้แก่ ดาวเกี้ยวเดือน ปักษานาคา โภคีธรา มิติรักข้ามดวงดาว ยมธิดา พรายพรหม ลูกทุ่งโมดิฟายด์ เรือนพะยอม ป่วนรักสลับร่าง คีตโลกา มินตรา ตำรารักยอดพธู ยอดดวงใจ มณีรัตนะ พรายเนตรทิพย์ พรายพยากรณ์ สายลับลิปกลอส สายลับไวท์โรส สายลับอายแชโดว์

โดยเฉพาะเรื่อง 'บุพเพสันนิวาส' ได้รับความนิยมในหมู่ผู้อ่านเป็นอย่างมาก มีการตีพิมพ์ถึงครั้งที่ 96 แล้ว ซึ่งถ้านับฉบับปกแข็งด้วยก็จะเป็น 97 และเมื่อนำไปถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน

ในวันที่หลายคนกักตัวอยู่บ้าน หลายภารกิจการงานหยุุดชะงัก รอมแพงเปิดใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับนวนิยายที่หลายคนรอคอยให้กลับมาโลดแล่นในหน้าจออีกครั้ง...

 

  • ความสำเร็จไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

“เราเขียนบุพเพสันนิวาสจบเมื่อปี 2552 ก็คิดว่าจะเขียนต่อภาคสองเลย แต่ต้องหาข้อมูลก่อน ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นยุคไหนดี หรือเอาเรื่องราวแบบไหนดี มาลงตัวในปี 2555 แต่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยังมีไม่เยอะ จึงไปเรียนต่อปริญญาโทเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะว่าอยากทำให้ดีกว่าเดิม ทำให้ถูกต้อง แต่พอศึกษาไปรู้สึกว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบันเป็นลักษณะในเชิงวิพากษ์ ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะศึกษา แต่ทำให้เราได้แนวคิดทางประวัติศาสตร์มาเยอะแยะมากมาย เรียนได้ 1 ปีก็ลาออก เพราะเรามีงานมีอะไรที่ต้องทำมากกว่าก็เลยเลือกงานค่ะ แต่ก็ได้วิธีการคิดแบบนักประวัติศาสตร์มา

สิ่งที่เราต้องการคือ การสืบค้น การค้นหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากกว่า ซึ่ีงไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ ออกมาศึกษาข้างนอกได้ อีกอย่างพอไปเรียนทำให้รู้สึกว่าเราไม่สามารถเข้าไปอยู่ในจินตนาการเพ้อฝันแบบนักเขียนนิยายได้อีก

การเรียนทำให้เรามองอะไรในแง่ที่มันแตกต่างมากขึ้น การเจอหลักฐาน ข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ ยุคปัจจุบัน ยุคทอง มันทำให้โลกที่เรามองผ่านแว่นสีชมพูเข้าไปในจินตนาการ มันเริ่มเป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่ Feel ของคนเขียนนิยาย แต่เป็น Feel ของนักวิชาการ เลยคิดว่าเราได้รับความรู้แค่นี้ก็พอใจแล้ว พอที่จะได้เอามาใช้งานได้แล้ว เพียงพอแล้ว แล้วยังได้คอนเนคชั่นกับนักประวัติศาสตร์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น มีส่วนช่วยทำให้เราตกตะกอนความคิดแบบอื่นได้อีกหลากหลาย ได้รู้จักอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ แต่ละท่านมีเมตตา ถ้าเกิดมีอะไรติดขัดตรงไหน สามารถถามท่านได้โดยตรงเลย มันดีกับงานของเรา

เรื่องพรหมลิขิตก็ได้ใช้หลายๆ ส่วน ติดต่อกับนักประวัติศาสตร์ที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถไปขอข้อมูลจากท่านเหล่านั้นได้สะดวกขึ้นง่ายขึ้น“ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา หรือ รอมแพง กล่าวถึงที่มาของนวนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาสและพรหมลิขิตว่า มาจากความตั้งใจและค้นคว้า และเขียนขึ้นมาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

 

  • ภาคสองเติมเต็มความสมบูรณ์

ภาคแรกและภาคสอง มีทั้งความแตกต่างและความเหมือน การดำเนินเรื่องตามไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ยังคงเหมือนเดิม แต่เนื้อหามีความแตกต่างออกไป

“ภาคสองจะมีความแตกต่างอยู่ที่ theme หลัก เรื่องของผลกรรม การทวงคืน การชดใช้ การเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นและมันเกิดขึ้นมาจากอะไร จะได้ทราบถึงต้นเหตุของบุพเพสันนิวาส สืบต่อมาถึงพรหมลิขิต เป็นการตอบหลายๆ คำถาม ที่มีอยู่ในเรื่องของบุพเพสันนิวาส

พรหมลิขิตจะมีคำตอบให้ เป็นภาคต่อทำให้บุพเพสันนิวาสสมบูรณ์มากขึ้น เป็นเรื่องราวหลังจากสมเด็จพระนารายณ์สิ้่นพระชนม์ไป 20 ปี เป็นช่วงยุคสมัยของพระเจ้าท้ายสระขึ้นครองราชย์ เป็นช่วงต่อมาที่ลูกโตเป็นหนุ่มแล้ว โทนเรื่องยังคงเป็นโรแมนติกคอมาดี้เหมือนเดิม เป็นช่วงผลัดแผ่นดิน เป็นอารมณ์ของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน”

แน่นอนว่า...เมื่อภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ภาคสองย่อมต้องถูกตั้งความหวังไว้สูง

“ช่วงที่กังวลมันได้ผ่านไปแล้ว นั่นคือช่วงที่คิดว่าจะเขียนอย่างไรให้มันออกมา ให้มันจบ ไม่ได้กังวลว่าจะดังไหม จะดีไหม เราก็ทำงานของเรา เป็นนักเขียนของเราไปเรื่อยๆ ต้องเข้าใจความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ของสังคมว่า มันมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรที่สูงขึ้นตลอดหรือว่าต่ำตลอด มันมีขึ้นมีลง ความนิยมก็เหมือนกัน เรื่องคาดหวังว่าให้มันดีกว่าเดิม หรือเท่าเดิม คิดว่าทุกคนที่เป็นคนทำงานก็ต้องมีความคิดตรงนั้น ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะกราฟมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดไป ตลอดชีวิต เป็นไปไม่ได้ มันมีขึ้นมีลง เป็นปกติธรรมดา อาจจะมีคนที่ผิดหวัง หรือมีคนที่บอกว่าดีเหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิม

การเขียนหรือการทำละครมันเป็นศิลปะ ไม่มีทางที่จะทำให้คนเสพคิดเหมือนๆ กัน มันแล้วแต่รสนิยมของผู้ดูผู้อ่าน ขึ้นอยู่กับอายุ ประสบการณ์ คนจะชอบหรือไม่ชอบ เป็นส่วนของคนดู เราจะไม่ก้าวก่าย ไม่ไปกดดันว่าจะต้องชอบนะ ก็แล้วแต่เขา แต่เราก็นำเสนอในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถจะทำได้ ก็มีความคาดหวังนิดหน่อยเหมือนกัน ตรงที่เราอยากให้สิ่งที่เราสื่อลงไปในงานเขียนถึงคนรับสารของเรา ให้เขาได้รับในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อออกไปได้อย่างที่เราคิด อย่างเรื่องเวรกรรม หรือเรื่องการใช้ชีวิตยังไงให้มีความสุขกับในทุกๆ สิ่งที่เราต้องเจอ เราพยายามสื่อสารตรงนี้ให้กับคนอ่าน

อย่างตัวพุดตาน เขาไม่ได้เป็นคนดีมาก่อน เขามาจากนรก เขาทำผิดพลาดมา อดีตชาติที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อได้รับรู้ว่าตัวเองเคยเลวมาก่อน เคยร้ายมายังไง สิ่งร้ายๆ มันผ่านมาแล้ว มันทำไปแล้ว จะใช้ชีวิตต่อไปยังไงในปัจจุบัน จะแก้ไขตัวเองยังไงให้เรารู้สึกดีขึ้น ให้คนรอบข้างรู้ว่าเราดีขึ้น ในนิยายเราก็พยายามสื่อ บอกให้กับคนอ่านรับรู้ว่ามันไม่จำเป็นที่ต้องจมอยู่กับอดีตนะ

อดีตก็คือเรื่องของอดีต ถ้าปัจจุบันเราพยายามทำตัวให้ดี ทำให้เต็มที่ อนาคตเราก็ต้องดี แต่ไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้ทำชั่วทำไปเลยเดี๋ยวเราค่อยสำนึกทีหลัง มันก็ไม่ใช่ แต่เราทำให้เห็นว่าทำดีก็ต้องได้ดีนะ ทำชั่วก็ต้องได้ชั่วนะ ไอ้ที่ทำชั่วแล้วได้ดี อาจจะมีเหตุทำให้เป็นแบบนั้น เหตุมาจากอะไร แล้วผลก็มาจากเหตุอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องทำดีนะเพื่อเราจะได้มีเหตุของความดีมาช่วยเราในอนาคต”

 

20180301162200072

 

  • 'โควิด' (ไม่)ขวิดนักเขียน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกแทบทุกอาชีพ แต่ในมุมของนักเขียน ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“นักเขียนไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเราก็ทำงานกับตัวเอง เรากักตัวเองมาตลอด เรากักตัวมานานแล้ว เราชินแล้ว ไม่มีผลเลยค่ะ อาจจะมีผลกับหนังสือว่ายอดขายอาจจะน้อยลงเพราะว่าคนต้องเก็บเงินไว้ใช้กับสิ่งที่จำเป็นอื่นๆ มากกว่า อาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่หนังสือก็ไม่เน่าไม่เสีย ทำไปแล้วก็สามารถเก็บไว้ได้ พอพ้นวิกฤติไปมันก็คงกลับมาขายได้อีกเหมือนเดิม ไม่มีผลกับนักเขียนเท่าไร

อาจจะมีในแง่ที่ว่า เราไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนเดิม แต่ส่วนใหญ่นักเขียนก็อยู่กับบ้าน ส่งงานทางออนไลน์ เหมือนทำงานที่บ้านตลอดเวลาอยู่แล้ว สถานการณ์โควิดอาจจะมีผลกระทบกับการจัดงานหนังสือที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายทรุดลงนิดหนึ่ง แต่ตอนนี้คนอ่านเขาก็รู้แล้วว่าสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้”

สำหรับรอมแพง ที่ถือว่าส่งผลทางอ้อมน่าจะเป็นการที่ละครจากนวนิยายของเธอต้องสะดุดลง เพราะกองละครไม่สามารถออกไปถ่ายทำได้

“การบวงสรวง การถ่ายทำละคร ช่วงนี้อาจจะต้องรอก่อน เพราะการบวงสรวงจะมีคนมากันเยอะ อยู่ในช่วงของการเขียนบท จะว่าไปสถานการณ์นี้มันก็ดีนะคะ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เหมือนบุพเพสันนิวาสหรือพรหมลิขิตที่ให้มันเป็นไป ทำให้งานเขียนบทละคร ที่เขียนโดย อ.แดง ศัลยา งวดขึ้นหรือได้อะไรใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้งานสมบูรณ์มากขึ้น

งานด้านการเตรียมฉาก เตรียมชุด เตรียมอะไรต่างๆ ก็น่าจะสมบูรณ์มากขึ้น เพราะมีเวลามากขึ้น ทางผู้จัดก็ต้องพยายามทำในสิ่งที่อยู่ในมือของเขาให้เต็มที่ การทำงานทุกๆ เรื่องของทุกๆ คน ไม่เฉพาะนักเขียน ผู้จัด ผู้กำกับ เขาก็ต้องพยายามทำงานของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วต้องระวังไม่ให้ซ้ำแบบเดิมด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นคน เป็นมนุษย์ แล้วเป็นคนไทยจะขี้เบื่อ ถ้าเอาพล็อตเดิมๆ เอาอะไรที่มันแบบเดิมๆ เข้ามานำเสนอให้รับชม ไม่มีอะไรแตกต่าง มันก็น่าเบื่อ เพราะฉะนั้นต้องทำให้มันแตกต่าง แต่ว่าในเรื่องของสิ่งที่ยังต้องคงอยู่ มันก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

การเล่าเรื่องคล้ายๆ เดิม เล่าเรื่องวัฒนธรรม เรื่องอาหารการกิน ความเป็นอยู่ ในพรหมลิขิตจะเป็นชาวบ้านมากขึ้น ได้รับรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่มีระดับต่ำลงมา พวกไพร่ พวกทาส มีอะไรที่แตกต่างจากเดิม ดึงดูดให้คนสนใจว่ามีอะไรเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนดีๆ ของภาคแรกก็ยังคงอยู่นะคะ จะให้นางเอกนิสัยเหมือนเดิมมันเป็นไปไม่ได้ เพราะนางเอกพระเอกก็เปลี่ยนคนไปแล้ว แต่ต้องมีคาแรคเตอร์คล้ายคลึงเชื่อมโยงกัน จะยากตรงนี้มากกว่า คนเขียน เขียนแบบนี้ นักแสดงจะดีไซน์ตัวละครแบบไหน ผู้กำกับจะทำยังไงให้รู้ว่าผลงานชิ้นนี้ต่อเนื่องมาจากอีกชิ้นหนึ่ง แล้วมีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง ให้เป็นที่น่าสนใจของคนดู ไม่เบื่อ”

ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ต้องปรับตัวเป็นออนไลน์ วงการหนังสือนวนิยายก็มีผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างตรงที่ สื่อออนไลน์เข้ามาเป็นตัวเสริมมากกว่าแย่งกลุ่มคนอ่าน

“การอ่านนวนิยายในสื่อออนไลน์กับสื่อสิ่งพิมพ์ มันไม่ได้แตกต่าง ความเป็นหนังสือที่เป็นกระดาษมันมีความขลังอยู่ในตัวมีคุณค่าอยู่ในตัว สามารถหยิบจับได้ ไม่ใช่ e-book ที่อ่านในอากาศ ซื้อของจากอากาศมาแล้วจะส่งต่อให้ใครก็ไม่ได้ ต้องอ่านคนเดียว อ่านในหน้าจอ แต่พอเป็นหนังสือ เราไม่ถูกใจเล่มไหน เราก็ขายมือสองได้ ส่วนเล่มไหนที่เราชอบ เราปลื้มมาก เราก็สามารถเก็บไว้ได้

การได้เห็นปกหนังสือเรียงกัน สำหรับหนอนหนังสือมันเป็นความสุข ประโยชน์ของ e-book มีตรงที่เวลาเราไปเที่ยวที่ไหนๆ เราไม่ต้องแบกหนังสือไป อยากอ่านเรื่องไหนก็ใช้นิ้วสไลด์ได้ สะดวก เบา แค่แท็บเล็ต มือถือเครื่องเดียว จะไปไหนต่อไหนพกไปอ่านได้หมด

สำหรับคนอ่านส่วนใหญ่ที่เขามีกำลังมากพอ ถ้าเป็นหนังสือที่เขาชอบ เขาจะซื้อทั้งหนังสือมาเก็บไว้แล้วก็ซื้อ e-book ไว้ด้วย เป็นความชอบที่อยากจะอ่านซ้ำเมื่อไร ก็ง่าย ประโยชน์ไม่ทับซ้อนกัน สำหรับคนที่อยู่ต่างประเทศ ไกลๆ ไม่สามารถซื้อหนังสือได้ หรือต้องเสียค่าขนส่งเยอะมาก เขาก็ใช้วิธีซื้อ e-book ก็ได้อ่าน ได้อรรถรสเหมือนกัน เป็นความแตกต่างของคนอ่าน แล้วแต่ความสะดวก เรียกว่าเพิ่มความสะดวกให้กับชีวิตมากกว่า ไม่จำเป็นต้องกลับมาซื้อหนังสือที่เมืองไทย”