ภัยติดปีก เหยื่อมลพิษขยะ

January 30, 2020
by นฤมล ทับปาน, ภาพ : ธัชดล ปัญญาพานิชกุล

เมื่อปีกไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากมลพิษพลาสติก นกจึงตกเป็นเหยื่อของวิกฤตขยะโลก

IMAGE: ช่างภาพช่วยนกกระสาตัวนี้ออกจากถุงพลาสติกในที่ทิ้งขยะในสเปน (ภาพถ่าย จอห์น แคนคาโลซี-www.ngthai.com)

 

คุณอาจคิดว่า บนท้องฟ้าจะทำให้นกรอดพ้นจากพิษของพลาสติก ทว่านั่นเป็นกับดักที่หลอกล่อให้มันตกหลุมพราง กว่าจะรู้ตัวว่าสิ่งที่กินเข้าไปไม่ใช่กุ้ง ปลา สาหร่าย ไม่ใช่สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต มื้อนั้นก็กลายเป็นมื้อมรณะสำหรับพวกมันเสียแล้ว

แม้ปลายทางของขยะส่วนใหญ่ที่เล็ดรอดจากกระบวนการกำจัดส่วนใหญ่จะไหลลงสู่ทะเล ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลเผลอกินสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ขยะพลาสติก’ ด้วยความเข้าใจผิดว่านั่นคืออาหารที่กินได้ แต่ใช่ว่า...สิ่งมีชีวิตที่โบยบินเหนือน่านฟ้าจะรอดพ้นจากชะตากรรมแบบเดียวกัน

ข้อมูลที่เผยแพร่โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ในเดือนมิถุนายน ปี 2018 เกี่ยวกับมลพิษพลาสติกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากรายงาน ‘Out of the Plastic Trap: Saving the Mediterranean from plastic pollution’ ระบุว่า ขยะที่ลอยอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตามชายหาดนั้นเป็นขยะพลาสติกมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และพบไมโครพลาสติกหรือพลาสติกขนาดเล็กไม่ถึง 5 มิลลิเมตร ปะปนอยู่ในห่วงโซ่อาหารมากขึ้น ซึ่งมีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกปนเปื้อนมากกว่า ‘เกาะพลาสติก’ ที่พบในมหาสมุทรแปซิฟิกถึง 4 เท่า และนั่นเป็นภัยต่อสุขภาพมนุษย์

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือรายงานนี้ยังระบุว่า ปัจจุบันพบเศษพลาสติกในท้องของนกทะเล 90 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยพบไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงหลังปี 1960 ก่อนเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ใน 50 ปีต่อมา และคาดว่าภายในปี 2050 ตัวเลขนี้อาจสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ หากขยะพลาสติกยังไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

 

นกกินเชือก 

 

  • จากมาเรียมสู่ลูกนกอัลบาทรอส

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนภาพพะยูนน้อยมาเรียมยังคงสะท้อนถึงปัญหาขยะในทะเลจากน้ำมือมนุษย์ได้ดี เราต่างก็เป็นฆาตกรด้วยกันทั้งนั้น แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็ตาม แต่พลาสติกไม่เพียงจมลงใต้ทะเลเท่านั้น ส่วนที่ถูกคลื่นซัดลอยเกลื่อนริมหาด ยังสร้างหายนะให้เรามากกว่าการบดบังทัศนียภาพอันสวยงาม เพราะยังมีสิ่งมีชีวิตที่คิดว่านั่นคือ ‘อาหารอันโอชะ’

ภาพแม่ป้อนพลาสติกให้ลูกนกอัลบาทรอส ที่หมู่เกาะปะการังมิดเวย์ ของ Chris Jordan ช่างภาพและศิลปินจากสหรัฐอเมริกา คงไม่ต้องบรรยายต่อว่าเมื่อพลาสติกเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายนกแล้ว จะสร้างความทรมานอย่างไรบ้าง เพราะปลายทางสุดท้ายคือนกไม่ได้ตายด้วยภัยธรรมชาติ แต่จากไปด้วยภัยพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์

 

แม่ป้อนพลาสติกให้ลูกนกอัลบาทรอส ที่หมู่เกาะปะการังมิดเวย์ ของ Chris Jordan

แม่ป้อนพลาสติกให้ลูกนกอัลบาทรอส ที่หมู่เกาะปะการังมิดเวย์ ของ Chris Jordan

 

ประกอบกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบว่าสาเหตุที่ทำให้นกทะเลชอบกินพลาสติกไม่ใช่เพราะนกเห็นพลาสติกเป็นอาหาร แต่เพราะมันได้กลิ่นของอาหารต่างหาก เนื่องจากว่าธรรมชาติของนกทะเลกลุ่ม Procellariiformes เช่น นกจมูกหลอด นกโต้คลื่น และนกอัลบาทรอส ธรรมชาติในการหาอาหารของมันใช้ประสาทสัมผัสการดมกลิ่นถึง 40 เปอร์เซ็นต์

โดยนักวิจัยได้ทดลองนำเม็ดพลาสติกไมโครบีดส์ใส่ไว้ในถุงตาข่าย ผูกลอยไว้กับทุ่นในทะเลผ่านไปสามสัปดาห์ ปรากฎว่า มีสารเคมีที่เกิดจากการสลายตัวของแพลงก์ตอนจับบนผิวพลาสติกจำนวนหนึ่ง ซึ่งปกติไม่พบในพลาสติกทั่วไป สารตัวนั้นมีชื่อว่า dimethyl sulfide หรือ DMS มันจะส่งกลิ่นกำมะถันที่มีกลิ่นคล้ายกะหล่ำปลีต้มหรือสาหร่ายทะเล ทว่านั่นเป็นกลิ่นที่นกโปรดปรานและตกหลุมพรางเข้าจนได้ อีกปัจจัยที่กระตุ้นความสนใจของนกได้ก็คือ ความแวววาวของแสงอาทิตย์เมื่อกระทบกับขยะ ทำให้นกทะเลส่วนใหญ่ให้ความสนใจ และจิกกินเศษพลาสติกเข้าไปโดยไม่รู้ว่า...นั่นไม่ใช่อาหาร

ฝั่งบ้านเราก็ไม่ต่างกันนัก อย่างเมื่อปีที่ผ่านมาพบภาพอีกากำลังเกาะถังขยะและกินถุงพลาสติกราวกับเป็นอาหารที่มันโปรดปรานอยู่บริเวณริมถนนในกรุงเทพ และยังพบนกพิราบกำลังจิกกินเชือก และถุงพลาสติกริมหาดบางแสน ภาพเหล่านี้ตอกย้ำปัญหาขยะที่เป็นภัยคุกคามต่อสัตว์โลกและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปได้ว่ายังมีนกอีกมากที่ติดกับดักนี้

 

  • เพื่อนก เพื่อโลก เริ่มต้นที่เรา

“ปัญหาเดียวของพลาสติกเลยก็คือมันย่อยสลายยาก และใช้เวลาในการย่อยนานเป็นปีๆ กว่าที่มันจะหายไป มันเป็นมรดกที่เราทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจแล้วทิ้งไว้เยอะมาก ความตั้งใจแรกเริ่มของนักประดิษฐ์มันดีต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการตัดต้นไม้ แต่ปัจจุบันเราใช้กันมากเกินไป ทำให้ย่อยสลายไม่ทัน ซึ่งมันก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ” วัชรบูล ลี้สุวรรณ หรือโน๊ต นักแสดง และกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร แสดงความเห็นในเวทีเสวนา ‘เทคนิคการลดพลาสติกในชีวิตประจำวัน เพื่อนก เพื่อโลก’ ที่งาน 1st Asian Bird Festival and Nature Expo 2020

 

โน๊ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ

โน๊ต - วัชรบูล ลี้สุวรรณ  

 

เมื่อวันหนึ่งได้เดินเข้าป่า ส่องนก ดูความเป็นไปของธรรมชาติ ก็เปิดโอกาสให้เขาใกล้ชิดและเริ่มทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์ที่เป็นสายใยค้ำจุนกันของระบบนิเวศ มองเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในสเกลที่ใหญ่ขึ้น “แล้วเราในฐานะคนๆ หนึ่งจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง” นักแสดงหนุ่มตั้งคำถาม

การดูนกจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เขาได้เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ดูไกลตัว ทว่าใกล้แค่เอื้อมมือ ทุกวันนี้เราอาจจะได้เห็นภาพที่ไม่สวยงามของธรรมชาติเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าในออสเตรเลีย ที่สิ่งมีชีวิตต่างหนีตายกันเป็นพัลวัน สภาพป่าเสื่อมโทรม หรือสัตว์อีกมากมายที่ตายเพราะกินพลาสติกเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ว่านั่นคือยาพิษสำหรับพวกมัน

“สารคดีนกทะเลที่เคยดู ปกติเวลาทำรังตัวพ่อตัวแม่จะบินไปหาอาหาร และสำรอกเอาอาหารมาให้ลูกกิน แต่ทุกวันนี้ภาพที่เห็นคือมันสำรอกเอาพลาสติกให้ลูกกิน ผลกระทบก็คือไม่เจริญเติบโต และอาจถึงตายได้”

ด้วยบทบาทของการเป็นนักแสดง เขาสื่อสารเรื่องนี้ด้วยการทำให้เห็นมากกว่า “เริ่มที่ตัวเองก่อน เวลาไปทำงานจะมีปิ่นโตส่วนตัวไปด้วย จะเป็นกล่องพลาสติกก็ได้นะ เพียงแต่ใช้แล้วนำมาล้างเพื่อใช้ใหม่ เวลาเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เราอาจจะลดการใช้พลาสติกลงได้บ้าง แต่เวลาที่เราเข้าป่าหรือไปตามอุทยาน เรายังจำเป็นต้องพึ่งพวกบรรจุภัณฑ์กระป๋อง กล่องมาม่า อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือไม่ทิ้งให้มรดกของผืนป่า และมองว่าในฐานะที่เราเป็นนักแสดงการเป็นตัวอย่างที่ดีเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน” 

เขามองว่าถึงตอนนี้จำเป็นต้องสื่อสารให้เห็นว่าพลาสติกส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไรบ้าง พอสังคมเห็นภาพในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เชื่อว่าหลายคนจะเริ่มปรับตัว เริ่มลดการใช้ถุงพลาสติก เพราะคงไม่มีใครอยากเห็นภาพความสกปรกในวันที่ฝนตกแล้วขยะไหลจากแม่น้ำลงสู่ทะเล หรือภาพเวลาเกิดพายุแล้วขยะถุงพลาสติกถูกซัดขึ้นฝั่งจนชายหาดไม่หลงเหลือความงามใดๆ

เช่นเดียวกับ สุภัชญา เตชะชูเชิด  หรือ ‘แอน’ นักชีววิทยาและนักเขียน เธอเล่าในมุมของตัวเองว่า ปัญหาพลาสติกเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เราอาจจะเห็นภาพชัดเจนสำหรับพลาสติกชิ้นใหญ่ๆ ที่มีสัตว์กินเข้าไปแล้วตาย ไม่ว่าจะเป็นวาฬ หรือนกที่คาบพลาสติกมาป้อนให้ลูก แต่สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือ ไมโครพลาสติก เมื่อย่อยสลายในแหล่งน้ำจนเหลือชิ้นจิ๋วขนาด 5 มิลลิเมตร ซึ่งยากต่อการมองเห็น และยากต่อการเก็บ ทำให้ระบบนิเวศปนเปื้อนไปหมด

 

แอน-สุภัชญา เตชะชูเชิด

แอน - สุภัชญา เตชะชูเชิด

 

“ทุกวันนี้เราพบไมโครพลาสติกในอาหารและสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นปลาทู เกลือ หรือแม้แต่น้ำประปา น้ำดื่ม ว่ากันว่าคนเรากินพลาสติกเข้าไปแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 1 บัตรเครดิตต่อปี เสื้อผ้าที่เราซักก็เป็นใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ที่สามารถเกิดไมโครพลาสติกได้ เมื่อปนเปื้อนในแหล่งน้ำวันหนึ่งปลากินเข้าไป แล้วเราก็จับปลามากิน มันก็กลับสู่ร่างกายเรา หากถามในเชิงหลีกเลี่ยงไม่ให้กินเข้าไปมันก็คงยากมาก แต่สิ่งที่เราทำได้ง่ายๆ คือไม่เพิ่มความเข้มข้นของพลาสติกไปเยอะกว่านี้”

 

  • ไอเทมรักษ์โลก ต้องไม่รกโลก

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการตื่นตัวเรื่องขยะพลาสติกเริ่มมีมากขึ้น และลากยาวจนขึ้นศักราชใหม่กับมาตรการงดแจกถุงพลาสติกตามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ หันมายืดอกพกถุงผ้ากันทั่วหน้า โรคกลัวถุงพลาสติกที่กำลังระบาด จึงนับเป็นโรคที่น่าสนใจและสร้างแรงกระเพื่อมได้ดีทีเดียว

“ถ้าเราไม่คิดว่าจะเป็นการหนุนให้ผู้ประกอบการสร้างรายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง หรือคิดตั้งคำถามว่าทำไมต้องเสียสละซื้อถุงขยะหรือถุงพลาสติกเพื่อใส่ของ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนถุงพลาสติกเป็นไอเทมที่แถมมาอยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะได้ตั้งแต่แรก” โน๊ต-วัชรบูลย์ แสดงความเห็นต่อมาตรการที่สร้างความเปลี่ยนแปลง และพูดถึงโรคกลัวถุงพลาสติกต่อว่า 

“จริงๆ แล้วเราไม่ต้องกลัวอะไรเลย แค่ใช้กันอย่างประหยัด ใช้ซ้ำให้ได้มากที่สุด หยุดซื้อมาใช้เพียงครั้งสองครั้งแล้วทิ้ง เพราะเป็นการเพิ่มการผลิต คอนเซปต์ของการรักโลก มันคือการใช้อะไรก็ได้อย่างรู้คุณค่า เราในฐานะมนุษย์คิดเยอะๆ ก่อนใช้ ใช้ให้น้อย และใช้ให้ได้นานๆ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นขยะได้หมด ไม่เฉพาะเรื่องถุงพลาสติก แฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ถ้าเราใช้อย่างฟุ่มเฟือย ก็ต้องมานั่งเถียงกันอีกว่า เราจะจัดการกับสิ่งที่เราใช้แล้วทิ้งพวกนั้นอย่างไร”

ในมุมของแอนมองว่า การแบนถุงพลาสติกต้องมาควบคู่กับความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าแบนอย่างเดียวแล้วสุดท้ายก็ไปใช้ถุงกระดาษเพราะมันก็เป็นการใช้ทรัพยากรที่เท่าเดิม แต่เปลี่ยนจากถุงพลาสติกเป็นถุงกระดาษแทน เราก็ควรจะพกถุงผ้าเป็นอาวุธประจำตัว หรือนำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำให้ได้มากที่สุด ลดการใช้ทรัพยากร ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

“ถุงกระดาษมันก็ร้ายแรงในเชิงโลกร้อน เนื่องจากว่าเราต้องตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำถุงก็ได้ การย่อยสลายของมันกลายเป็นก๊าซมีเทนที่ร้ายแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 25 เท่า มันย่อยสลายเร็วก็จริง ไม่ได้อยู่อีก 450 ปีก็จริง แต่มันปล่อยแก๊สมีเทนทำให้ต้นไม้ที่ควรจะเป็นอากาศให้เราหายใจมันหายไปนะ เราโอเคไหม” แอนชวนตั้งคำถาม

 

20200118152803845

เสวนา ‘เทคนิคการลดพลาสติกในชีวิตประจำวัน เพื่อนก เพื่อโลก’ ที่งาน 1st Asian Bird Festival and Nature Expo 2020

 

“ถ้าใครยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองศึกษาผลกระทบที่สัตว์โลกเหล่านั้นต้องเจอ สร้างจิตสำนึกให้ตัวเอง ดูสิว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เริ่มจากตัดความสะดวกสบายที่ละน้อย พกถุงผ้า แก้ว หรืออาจจะเป็นถุงและภาชนะพลาสติก ที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้อีก และไม่จำเป็นต้องเป็นของใหม่เลย เพราะบางคนซื้อมาแล้วก็รู้สึกไปเองว่าได้ช่วยโลกแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เอาออกมาใช้เลยด้วยซ้ำ หยิบมันออกมาค่ะ ใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด มันเป็นทริคง่ายๆ ที่คุณเองก็ทำได้” เธอทิ้งท้าย

ถุงพลาสติกเพียงใบเดียวอาจพรากชีวิตสัตว์ได้มากกว่าหนึ่งตัว เพราะต่อให้ซากสัตว์จะเน่าเปื่อย แต่พลาสติกยังคงไม่ย่อยสลาย เพราะสัตว์ต่างก็ไม่รู้จักว่าอะไรคือพลาสติก กว่าจะเรียนรู้ว่านั่นคืออันตรายก็อาจสายเกินไป และน่าเสียดายที่การมีปีกของนกไม่ได้ช่วยให้มันรอดพ้นจากการคุกคามของพลาสติก