PM 2.5 - โคโรน่าไวรัส ฆาตกรล่องหน !?!

February 12, 2020
by กนกพร โชคจรัสกุล

ความน่าสะพรึงของสิ่งเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในอากาศที่เราไม่อาจกลั้นหายใจไปตลอด 

 

อากาศ คือ สิ่งที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ หรือขาดได้ก็เพียงแค่หนึ่งอึดใจเท่านั้น ทว่า ผ่านต้นปี 2020 มาได้ไม่นานคนไทยก็ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น สถานการณ์การระบาดของ ‘ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่’ จากประเทศจีน ก็มาซ้ำเติมสร้างความหวั่นวิตกยิ่งขึ้นไปอีก แล้วอย่างนี้ปอดคนไทยจะรับไหวไหม อะไรกำลังเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา

 

อากาศที่เราหายใจ

อากาศเป็นของผสมที่มีลักษณะเป็นเนื้อเดียว ประกอบด้วยแก๊สชนิดต่างๆ และไอน้ำ อากาศที่ไม่มีไอน้ำผสมเรียกว่า ‘อากาศแห้ง’ ตามปกติทั่วไปจะเป็นอากาศชื้น มีไอน้ำและแก๊สอื่นๆ ปนอยู่ คือ ไนโตรเจน 78 เปอร์เซ็นต์ ออกซิเจน 21 เปอร์เซ็นต์ ไอน้ำ 0-4 เปอร์เซ็นต์ และอีกประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ เป็น โอโซน, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ไนโตรเจนไดออกไซด์, แอมโมเนีย, คาร์บอนมอนอกไซด์, ฝุ่นละออง (PM 10, PM 2.5) นอกจากนี้แล้วยังมีเชื้อโรคต่างๆ ทั้งไข้หวัดใหญ่, ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ฯลฯ แฝงอยู่ด้วย

“การระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เกิดขึ้นภายในเดือนเดียว ตั้งแต่ปลายธันวา เริ่มที่ประเทศจีนก่อนแล้วกระจายไปที่อื่น มีผู้ป่วยปอดบวมรุนแรงไม่ทราบสาเหตุหลายๆ คน เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น เขาจึงเอาน้ำล้างปอดมาตรวจดูพบว่ามีไวรัสคล้ายๆ ไวรัสโคโรน่า ที่เคยระบาดแล้วคือ ซาร์สและเมอร์ส เคสแรกในเมืองไทยเกิดขึ้นวันที่ 13 มกราคม สองอาทิตย์หลังการระบาดในจีน มีการระบาดจากคนไปคน วันที่ 30 มกราคม เริ่มระบาดไปที่คนไม่เคยไปเมืองจีน ทำให้ WHO องค์การอนามัยโลกต้องมาประกาศว่าให้ทุกประเทศช่วยกันคอนโทรลโรคระบาดให้ได้ จำนวนคนไข้ที่เป็นและจำนวนคนเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไวรัสมีการกลายพันธุ์ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติไปเกาะกับระบบทางเดินหายใจของคนได้ดีขึ้น

อัตราการเสียชีวิตในประเทศจีน วันที่ 3 ก.พ. มี 14,000 ราย เสียชีวิต 361 คน เท่ากับ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เยอะกว่าซาร์ส (9.5 ) หรือเมอร์ส (34.4) ความเสี่ยงหรือกลุ่มคนที่ต้องเฝ้าระวังอยู่ในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน หัวใจ หรือภูมิคุ้มกันลดลง เคสที่รุนแรง คือปอดอักเสบ ระบบหายใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อัตราการตาย 15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคนปกติการติดเชื้อจะไม่รุนแรงมีแค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์ การติดต่อ ก็มาทางหายใจเป็นหลัก 

วิธีป้องกันคือ หลีกเลี่ยง การไอ จาม สารคัดหลั่งจากระบบหายใจของผู้ติดเชื้่อ การรักษา สามารถหายเองได้ถ้าภูมิคุ้มกันปกติ แล้วก็รักษาตามอาการ ยาต้านไวรัสตัวนี้ ยังไม่มี กำลังวิจัยอยู่ ต่อไปในอนาคตเชื้อไวรัสชนิดนี้ อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่ไม่รุนแรง โดยคนทั่วไปจะเริ่มมีภูมิต้านทานและปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ” ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าว

 ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ

 

 

มหันตภัยในอากาศ

แม้ว่า ‘ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019’ จะน่าหวาดกลัวสำหรับคนทั่วไป แต่ในหลายประเทศรวมทั้งไทย อากาศที่เราหายใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันยังมีภัยที่น่ากลัวกว่าซ่อนอยู่ นั่นคือ มลพิษ ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

“ฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดง สามารถซึมเข้าสู่ทุกเซลล์ของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว มีผลกระทบต่อทุกระบบ ทุกอวัยวะในร่างกาย ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นที่ได้รับ ระยะเวลาที่ได้รับ ทำให้เกิดโรคใหม่หรือโรคเดิมรุนแรงขึ้น คนที่ไม่มีอาการไม่เจ็บป่วย อย่าเพิ่งประมาท อาจมีการเสื่อมของอวัยวะในร่างกาย อีก 3-5 ปีหรือ 10 ปี ก็จะมีอาการ บางทีอยู่ๆ เดี้ยงไปเลย เสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วโมง ก็มีมาแล้ว" ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว ก่อนจะแจกแจงถึงผลกระทบของ PM 2.5 ต่อระบบต่างๆ ในร่างกายว่า

 

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

 

ระบบหายใจ ทำให้โพรงจมูกอักเสบ ติดเชื้อหลอดคอ กล่องเสียง หลอดลมอักเสบ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้่อรัง ปอดอักเสบ ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดต่างๆ ได้ง่ายและรุนแรงขึ้นหลายเท่า 

ระบบหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว

ระบบหลอดเลือด หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ หลอดเลือดดำอุดตัน

ระบบสมอง สมองเสื่อม สมาธิสั้น ระบบจิตประสาท อารมณ์แปรปรวน ความผิดปกติทางจิต ซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ PM 2.5 ยังมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งของอวัยวะต่างๆ

“อากาศพิษทำให้ชาวโลกเสียชีวิตปีละ 7 ล้านคน มากกว่า เอดส์, วัณโรค, อุบัติเหตุ, สงคราม หรือโรคระบาดอื่นๆ ส่วนในประเทศไทยที่มีค่าเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 20-30 ไมโครกรัม มีผู้เสียชีวิตปีละ 30,000-50,000 ถ้าลดปริมาณฝุ่นลง 20 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเสียชีวิตจะลดลง 22 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเรากำหนดค่ามาตรฐานจาก 50 ลงมาเหลือ 25 เท่ากับองค์การอนามัยโลก อัตราเสียชีวิตจะลดลง 50 เปอร์เซ็นต์” นพ.ชายชาญ ย้ำถึงอันตรายของฝุ่นจิ๋ว พร้อมยกตัวอย่างว่า

“ในปี 2552 มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เกือบ 10,000 คน แต่เสียชีวิตจากฝุ่น 40,000 คน คนกลัวอุบัติเหตุมากกว่าเพราะเห็นคนตายคาตา อีกทั้งในบันทึกแพทย์ระบุสาเหตุการตายว่าเกิดจากโรค Stroke, โรคนิวมอเนีย, ปอดอักเสบ, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว, หัวใจเต้นผิดปกติ, มะเร็งปอด ไม่เคยระบุว่าเกิดจาก PM 2.5 ทั้งที่เป็นสาเหตุ คนจึงไม่กลัว”

ที่สำคัญ ถ้าร่างกายได้รับ PM 2.5 ต่อเนื่องในหนึ่งสัปดาห์จะทำให้ภูมิต้านทานตก เมื่อเจอกับเชื้อไวรัสก็จะป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า PM 2.5 ทุกๆ 10 ไมโครกรัมต่อปีที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนกรุงเทพฯอายุขัยสั้นลง 1 ปี คนเชียงใหม่ 3-4 ปี คนพะเยา 5-6 ปี 

“อัตราการเสียชีวิตของประเทศไทย ภาคเหนือเสียชีวิตมากกว่าภาคอื่นๆ รองลงมา ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ทั้งที่ภาคเหนือสูบบุหรี่น้อยกว่าภาคอื่นๆ แต่ตายเพราะมะเร็งปอด, ถุงลมโป่งพอง, หอบหืด ผมรักษาโรคหืดอยู่ ช่วงที่กำเริบไม่ใช่ช่วงหน้าฝน ไม่ใช่อากาศหนาว แต่คือช่วงที่มี PM 2.5”

 

อ.พน.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์อ.นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

และไม่ใช่โรคหอบหืดเท่านั้นที่ถูกระบุว่าเพิ่มขึ้นตามปริมาณฝุ่นควัน PM2.5 โรคหัวใจก็เป็นผลกระทบที่ อ.นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความกังวล

“โรคหัวใจเป็นโรคที่มีความรุนแรง สาเหตุการตายของคนทั้งโลก 10 เปอร์เซ็นต์มาจากมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 คนไข้ 7 ล้านคนที่ตายด้วยมลพิษทางอากาศ 1 ใน 3 จะตายจากโรคหัวใจ โรคปอด คนที่ตายจากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ใน 100 คน 25 เปอร์เซ็นต์มีผลมาจาก PM 2.5 ทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ เกิดลิ่มเลือด ไม่ต่างจากการสูบบุหรี่ ระยะสั้น หัวใจเต้นผิดจังหวะ มีผลต่อสมอง อีก 5 ปี 10 ปี เราต้องรองรับการป่วยในเรื่องนี้มากขึ้น อัตราการตายเพิ่มขึ้น 

การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาด เหมือนสูบบุหรี่มือสอง ทุกๆ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของ PM 2.5 เท่ากับสูบบุหรี่หนึ่งมวน ถ้าค่าเฉลี่ยต่อวัน 200 ไมโครกรัม เท่ากับสูบบุหรี่ครึ่งซอง ประเทศเรารมควันตลอดเวลา ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ ต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก นี่คือปัจจัยเสี่ยงที่คนไม่รู้ ยิ่งถ้าเราไปเซ็ทมาตรฐานสูง ทางการพูดว่ามีวันที่เกินมาตรฐานอยู่ไม่กี่วัน นั่นเพราะมาตรฐานเราสูงกว่าเขาสองเท่า ก็ต้องปรับมาใช้มาตรฐานให้เหมือนเขา" นพ.รังสฤษฎ์ เสนอให้ปรับค่ามาตรฐาน PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงของประเทศไทย จากเดิม 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ให้สอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

“การแก้ไขปัญหาต้องเริ่มต้นจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวชี้นำ สำหรับคนทั่วไปแนะนำให้ใช้แอพพลิเคชั่นที่เชื่อถือได้ ดูว่าวันนี้ค่ามลพิษทางอากาศสูงหรือต่ำ แล้วปรับกิจกรรมให้เหมาะสม”

 

อากาศที่เราต้องการ

แม้ในหลักการ “อากาศดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับ” แต่ในสภาพความเป็นจริง ทั้งมลพิษและเชื้อโรคร้ายกำลังคุกคามมนุษยชาติ โดยเฉพาะ ‘คนไทย’ ข้อมูลจาก Institute for Health and Education มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเมินความวิกฤติของมลพิษทางอากาศว่า ส่งผลต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทยประมาณ 50,000 คนต่อปี โดยชี้ไปที่ก๊าซโอโซนพื้นผิวและฝุ่นละอองว่าเป็นมลพิษที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพอนามัย

ส่วนไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กำลังขยายวงการระบาดไปทั่วโลกนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ควรตระหนักแต่ไม่ถึงกับตระหนก 

ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรมผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม

 

“ขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีการระบาดไวรัสโคโรน่าอย่างกว้างขวางในชุมชนเหมือนในประเทศจีน ผู้ป่วยที่พบอยู่ในวงจำกัด ไม่ต้องกังวล เพราะเราไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่ใกล้ชิดคนมาจากเมืองจีน วิธีป้องกันคือ ใช้หน้ากากอนามัย ที่สำคัญล้างมือให้สะอาด อย่าขยี้ตา แคะจมูก หลีกเลี่ยงที่ชุมชนคนเยอะๆ แออัด สถานที่อากาศปิด การติดต่อเกิดขึ้นจากระบบทางเดินหายใจและการสัมผัสสารคัดหลั่งทางระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินคือ ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศจีน มีไข้ ไอ น้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ” ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูล

 

ศ.พญ.ศศิโสภิณศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกูล

 

สำหรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของประชาชนทั่วไป ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกูล เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่าควรลดระยะเวลาอยู่ในสถานที่แออัดให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ผู้ที่มีไข้ มีอาการผิดปกติระบบทางเดินหายใจ สวมใส่หน้ากากอนามัยเวลาอยู่ในสถานที่แออัดหรืออยู่ใกล้ผู้มีอาการไอ ทำความสะอาดมือบ่อยๆ ที่สำคัญ ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการดูแลตนเองของประชาชน ซึ่งเป็นการป้องกันตนเองเฉพาะหน้า ในระยะยาวรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการที่ดูแลสุขภาพคนไทยอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกคนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและมีอากาศสะอาดสำหรับหายใจ

“รัฐบาลต้องมีความตระหนัก มองเห็นผลกระทบระยะยาว ต้องเข้ามาแก้ไข ก่อนที่จะเกิดความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจต่อสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นปัญหาระดับภูมิภาค วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ต้องนำทาง การตัดสินใจแก้ปัญหา วางนโยบายที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ

ผมเป็นหมอ รักษาได้ทีละคน แต่ถ้าเป็นนโยบายสาธารณสุขหรือนโยบายรัฐบาล จะรักษาคนได้ทีนึงเป็นล้านๆ คน” นพ.รังสฤษฎ์ เรียกร้องการแก้ปัญหาในเชิงนโยบาย 

“การแก้ปัญหา ขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นแก่ชีวิตหรือเห็นแก่เศรษฐกิจโรงงาน หรือปล่อยเลยตามเลย ภาครัฐจะต้องมีนโยบายที่เหมาะสมถูกต้องในแต่ละประเทศ แต่ต้องคุยกันทั้ง AEC ถึงจะเอาอยู่” ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ ​กล่าวเสริมและฝากข้อคิดทิ้งท้ายไปถึงคนไทยทุกคน

ปอดของเราไม่ได้แข็งแรงกว่าชาติใดในโลก ในภาวะที่ต้องอยู่ร่วมกันกับ 'ไวรัสโคโรน่า' และ 'ฝุ่นจิ๋วมรณะ PM 2.5' จึงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก