ถ้าเกิด‘Mass Shooting’ จะรักษาชีวิตอย่างไร  

February 17, 2020
by ทีมข่าวจุดประกาย

ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ในเมืองไทย และไม่อยากให้มี ถ้าอย่างนั้นคนไทยควรมีทักษะเอาตัวรอดอย่างไร  

HIGHLIGHTS

 

  • “คนอเมริกันสามารถซื้อปืนไรเฟิลที่หน้าตาเหมือนปืนเอ็ม16 มาไว้ในครอบครองได้ ปืนพวกนี้ถูกดัดแปลงให้ยิงได้ทีละนัด แต่ปืนที่ยิงได้ทีละนัด อย่าลืมว่า ยังเป็นกระสุนแบบเอ็ม 16 ความเร็วปากลำกล้องสูง และถ่ายทอดพลังงานได้เยอะ”
  • หลังจากเหตุการณ์สะเทือนฝัน หลายคนที่รอดชีวิตจะเกิดภาวะหนึ่ง ภาพร้ายๆ ที่เกิดขึ้นยังอยู่ในความทรงจำ  รวมถึงมีอาการหลบเลี่ยงไม่อยากเข้าไปในสถานที่ที่เกิดเหตุ และเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนั้น ไม่อยากรับรู้ข่าว ผวาตกใจง่าย และนอนหลับยาก

 

 

 คงไม่ต้องพูดถึง ผู้ก่อเหตุร้ายกราดยิงที่โคราชว่า บ้าระห่ำเพียงใด และไม่จำเป็นต้องกล่าวชื่อเขา เพราะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563  คำอ้อนวอนขอชีวิตจากคนร้าย แทบจะไม่มีความหมายใดๆ เลย

 

  “เขาตั้งใจมาฆ่า ไม่มีประโยชน์ที่จะขอชีวิต หลักๆ คือ ต้อง‘หนี’ หนีไม่ได้ก็‘ซ่อน’ ซ่อนไม่ได้ก็‘สู้’ ” รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ศัลยแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เล่าถึงการเอาตัวรอดในสถานการณ์กราดยิง ในงานเสวนา Escape and Survive in Mass Shooting และอีกหลายประเด็นที่แพทย์กลุ่มนี้ให้ความรู้

 

พวกเขารวมตัวกันให้ความรู้ เพราะต้องการจุดประกายบางอย่างให้สังคมตระหนักรู้ว่า เราจำเป็นต้องมีทักษะเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน การปฐมพยาบาลสำหรับอุบัติเหตุ และการห้ามเลือดอย่างไร 

 

“ถ้ามีคนโดนยิงแขน ขา พวกเขาจะเสียเลือดเยอะ ถ้าเรามีสติและรู้วิธีห้ามเลือด เขาก็ไม่ควรตายจากการเสียเลือด ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่คนตรงนั้นช่วยได้”

 

“ผู้ร้ายจะยิงเก็บแต้ม ยิงคนตายมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งรู้สึกว่าเก่ง และยังมีคนร้ายอีกจำพวกที่เครียดแค้นสังคม ต้องการฆ่าคนให้เยอะที่สุด ถ้าเหยื่อกระจายออกแนวกว้าง เขาจะเลือกกลุ่มคนที่เยอะที่สุด” ฯลฯ

20200209094507245 (1)_1 

 

1.Mass Shooting

‘Mass Shooting’ คำๆ นี้ ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยในสังคมไทย แต่ในอเมริการู้จักคำๆ นี้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นเกือบทุกปี ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญอเมริกา ประชาชนสามารถมีปืนไว้ป้องกันตัวได้ จึงเป็นประเทศที่ประชาชนสามารถซื้อหาอาวุธปืนได้ง่าย 

 

ปกติแล้ว Mass Shooting หรือการกราดยิงในที่ชุมชน จะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 4 คน (ไม่รวมผู้ก่อเหตุ) ผู้ก่อเหตุจะไม่กำหนดกฎเกณฑ์ล่วงหน้าว่าจะทำร้ายใครหรือยิงใคร และจุดจบของผู้ก่อเหตุจะมีสองแบบ คือ จนมุมไม่สามารถต่อสู้ได้ ก็ฆ่าตัวตาย และถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

 

“คนอเมริกันสามารถซื้อปืนไรเฟิลที่หน้าตาเหมือนปืนเอ็ม16 มาไว้ในครอบครองได้ ปืนพวกนี้ถูกดัดแปลงให้ยิงได้ทีละนัด แต่ปืนที่ยิงได้ทีละนัด อย่าลืมว่า ยังเป็นกระสุนแบบเอ็ม 16 ความเร็วปากลำกล้องสูง และถ่ายทอดพลังงานได้เยอะ” พอ.นพ.ณัฐ ไกรโรจนานันท์ ศัลยแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เล่าถึง อาวุธปืนในเหตุกราดยิงที่อเมริกา

 

"อาวุธสงครามที่ใช้ก่อเหตุที่โคราช ปืน HK33 ขนาดกระสุนเล็กมาก ความเร็วปากลำกล้องสูงมาก จึงมีการถ่ายทอดพลังงานเยอะกว่ากระสุนปืนพก เมื่อกระสุนถูกยิงเข้าไปในเนื้อคน จะทำให้เกิดโพรงบาดแผลถาวร หากเป็นกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตร แผลจะมีลักษณะเหมือนเอาเหล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 มิลลิเมตรทิ่มในเนื้อ

 

ถ้าถูกยิงจากกระสุนที่มีความเร็วปากลำกล้องสูง อย่างอาวุธสงครามจำพวกปืนไรเฟิล จะทำให้เนื้อเยื่อโพรงบาดแผลถาวรนั้นขยายตัว อาจจะถึง 30-40 เท่าของพื้นที่หน้าตัดกระสุนนั้น ถ้าเห็นภาพบาดแผลที่เกิดจากการถูกยิงในเหตุการณ์นี้ แผลทางเข้านิดเดียว แต่แผลทางออกใหญ่มาก”

 

คุณหมอณัฐ เล่าต่อว่า แพทย์ที่ศึกษาเหตุเสียชีวิต Mass Shooting ใน12 เหตุการณ์ในอเมริกา พบว่า ส่วนใหญ่จะถูกยิงบริเวณอกและศรีษะร้อยละ 77 และเสียชีวิต ส่วนคนที่โดนยิงบริเวณแขนขามีร้อยละ 20 เท่านั้นและส่วนใหญ่ไม่เสียชีวิต

 

 “การเข้าไปช่วย ถ้าเป็นบุคลากรทางแพทย์ต้องรู้จักการห้ามเลือด และไม่ควรใช้เวลาเกินสิบนาที อีกอย่างการส่งผู้บาดเจ็บไปรักษา ต้องส่งไปโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถในการรักษา ภายในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมง " พอ.นพ.ณัฐกล่าวและว่า

 

 “มีครั้งหนึ่งมีการกราดยิงที่โรงแรมมันฑะเลย์ เบย์ ลาสเวกัส อเมริกา มือปืนอยู่ชั้น 20 กว่าๆ ยิงลงมาในงานคอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่รู้ว่ากราดยิง แต่ไม่รู้ว่ามือปืนอยู่ชั้นบน คนวิ่งไปทางไหนก็โดนยิงหมด เพราะมือปืนใช้ปืนอัตโนมัติเป็นสิบๆ กระบอกและลูกปืนกว่าพันนัดไล่ยิง อย่าลืมว่าในที่เกิดเหตุมี 360 องศา มีด้านบนด้วย ดังนั้นต้องหาที่กำบัง”

 

 

2.‘หนี ซ่อน สู้’

ว่ากันว่า อุบัติการการกราดยิงในอเมริกาในรอบสิบปีที่ผ่านมา สถิติตัวเลขความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้ลดลงเลย 

รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ศัลยแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บอกว่า จากการศึกษาเรื่องการกราดยิงในอเมริกา เรารู้ว่าสักวันหนึ่งต้องเกิดในบ้านเรา แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็ว เหมือนการวางระเบิดที่ไม่เคยเกิดเมืองไทย จึงมีคำถามว่า แล้วเราจะต้องมีทักษะเอาตัวรอดอย่างไร

 

 “ในอเมริกาเมื่อปี 2013 ก็เหมือนวันนี้ที่พวกเรารวมตัวกัน  ที่นั่นมีหมอผ่าตัด ตำรวจ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ฯลฯ มานั่งให้ความรู้ จนเกิดเป็น The Hartford Consensus เพื่อช่วยเหลือกัน ไม่อยากให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้น ถ้ารอให้รัฐบาลทำ คงไม่ทัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโคราช  แม้ผมจะเป็นหมอ ถ้ามีคนถูกยิงที่ศรีษะ ปอด หัวใจ ไม่มีเครืองมือ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าถูกยิงที่แขน ขา ต่อให้โดนเส้นเลือด ถ้าประชาชนมีความรู้การห้ามเลือด ก็สามารถช่วยชีวิตคนเหล่านั้นได้ 

 

ดังนั้นการเตรียมพร้อมทุกๆ สถานการณ์ก็จำเป็น ถ้าเป็นไปได้หลายโรงพยาบาลต้องจัดอบรมการปฐมพยาบาล การห้ามเลือดมากขึ้น รวมถึงแผนอพยพของบริษัทต่างๆ ” คุณหมอรัฐพลี เล่าและโยงถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กๆ ว่า สองเดือนที่แล้วลูกของเขาบอกว่าครูสมมติให้มีโจรบุกเข้ามาในโรงเรียน แล้วให้ทุกคนไปซ่อนแบบเงียบๆ

 

“ตอนนั้นผมบอกครูว่า บ้านเราคงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้มัง น่าจะสอนเรื่องการเกิดไฟไหม้จะหนีอย่างไร ในที่สุดเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นก่อนไฟไหม้ สิ่งที่ผมเตรียมการณ์ให้ลูกตั้งแต่ยังไม่ถึงสองขวบคือ ให้ท่องเบอร์โทรศัพท์ อีกอย่างคนเราเวลาเดินทางไปที่ไหน ต้องหมั่นจดจำทางเข้าออกคร่าวๆ ให้เป็นนิสัย และการวิ่งหนี ไม่ใช่มีแนวดิ่ง มีทางลงทางเดียว ถ้าวิ่งซ้ายวิ่งขวาบ้าง ก็จะเจอบันไดถ้าลงไม่ได้ก็ขึ้นข้างบน ขอให้พ้นจากผู้ร้าย

 

แต่ถ้าไม่มีสติ ความรู้หรือปัญญาก็จะหายหมด ถ้าสติกลับมาทุกอย่างก็มา หากคิดว่าต้องหนีต้องไปอย่าลังเลเพราะเห็นว่าเพื่อนโต๊ะข้างๆ ยังไม่ไปเลย แต่ละนาทีมีค่า ถุงช้อปปิ้งที่ถือมาหนักๆ ทิ้งครับ ถ้าไม่ตายซื้อใหม่ได้ และถ้ามีคนไปไม่ไหว หากมีปัญญาช่วยเหลือเขาก็ช่วยเถอะครับ

 

การซ่อนในที่กำบังมิดชิดก็สำคัญ เนื่องจากคนร้ายใช้อาวุธสงคราม ปืน HK33 และ M 6o ประตูเหล็กบางๆ ประตูรถ ผนังบางๆ กั้นไม่ได้ครับ ต้องเป็นกำแพงหนาๆ และต้องหลบให้พ้นสายตา คนร้าย ปิดไฟมืด ปิดเสียงโทรศัพท์ เงียบที่สุด ปิดม่าน ล็อคประตูให้แน่นหนา มีตู้โต๊ะก็ขวางไว้ ถ้ามีเสียงปืนดังใกล้ๆ ตัว อย่ากรีด ถ้าอย่างนั้น เราก็จะเป็นเสียงต่อไป อีกอย่างอย่าอยู่ใกล้ของมีคม หากคนร้ายยิงถังแก๊ส ของมีคมจะปลิวมาใส่เราได้ ถ้าอยู่ในห้องหลายๆ คน อย่าอยู่ในที่เดียวกัน กระจายความเสี่ยง และถ้าเราถูกจับเป็นตัวประกัน หมอบต่ำ ก้มหัว ทำตัวให้ราบแนบกับพื้น”คุณหมอเล่าและออกตัวว่า พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ชำนาญด้านการก่อการร้ายหรือการหลบหนี

 

“พวกเราแค่รู้สึกว่า ถ้าเราไม่เริ่มจุดประกายเรื่องนี้ แล้วใครจะเริ่ม...”

 

 

3.ปฐมพยาบาลเบื้องต้น

อีกเรื่องที่ประชาชนทำได้ ก็คือ หากมีคนบาดเจ็บ ถ้าคุณมีความรู้เรื่องการห้ามเลือด คุณช่วยได้ 

เรื่องนี้ ผศ.นพ.กฤตยา กฤตยากีรณ ศัลยแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย บอกว่า ในอเมริกามีเหตุการณ์แบบนี้เยอะ จึงมีคนไข้เสียชีวิตจากการเสียเลือด ดังนั้นการสอนประชาชนทั่วไปให้ห้ามเลือดจึงมีความจำเป็น

 

“ถ้าไปเจอคนเลือดไหลไม่หยุด หรือตัวเราประสบเหตุเอง ถ้าเลือดพุ่งออกมานั่นก็คือ ปั๊มมาจากหัวใจโดยตรง ส่วนกรณีอื่น อาจมีทั้งเลือดดำไหลเอื่อยๆ หากลองเอาผ้าปิดแผลแล้วมีเลือดซึมเยอะ หรือกรณีบาดแผลที่แทบจะขาดออกจากกัน รวมถึงบาดแผลที่มีเลือดออกแล้วคนๆ นั้นไม่รู้สึกตัวคือช็อค เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หากรู้ว่า เลือดไหลมาจากส่วนไหน สิ่งที่ทุกคนทำได้คือ ต้องป้องกันการติดเชื้อก่อน อาจใช้เสื้อผ้าสะอาดๆ กดบาดแผลแรงๆ สามารถเอาชนะความดันโลหิตได้ ก็สามารถห้ามเลือดได้ ถ้าเป็นเลือดออกที่ป้องกันไม่ได้ เลือดมาจากหัวใจ ช่องท้อง แต่ถ้าเป็นเลือดจากบาดแผลแขนขา ถ้าคนมีสติระดับหนึ่งจะช่วยลดอัตราการตายได้ ” คุณหมอกล่าว และแนะว่า ต้องกดบาดแผลห้ามเลือดไว้ตลอด ไม่ต้องเปิดดูแผล สักพักหลอดเลือดที่ขาดจะหดเอง ต่อให้เลือดพุ่งที่คอ ถ้าเอามือกดตรงจุดก็สู้กับความดันโลหิตได้

 

“ต่างประเทศ มีการสอนประชาชนห้ามเลือด จะมีกระเป๋าห้ามเลือดวางไว้ตามจุดที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุ โดยมีถุงมือ สายรัด ผ้าก็อตอุดเลือด ฯลฯ และอีกไม่นานทางโรงพยาบาลจะทำการแจกจ่ายกระเป๋าห้ามเลือดตามสถานที่ต่างๆ ในต่างประเทศจะมีผ้าก็อตพิเศษ ทำให้เลือดจากบาดแผลแข็งตัวเร็วขึ้น "

 

 

4.สำคัญที่สติ

ในเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา การคุมสติก็เป็นเรื่องสำคัญ ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาและลูกสาวก่อนจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ว่า หลายปีที่แล้วตอนไปดูคอนเสิร์ตที่อเมริกา เขาและลูกสาวได้ยินคนข้างหลังบอกว่า “วิ่งๆ...ให้เร็วที่สุด” ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็วิ่ง และมารู้ภายหลังว่า มีเหตุระเบิดในงานคอนเสิร์ต

 

“การฝึกการรู้ตัวช่วยได้ ไม่ต้องนั่งสมาธิก็ได้ ฝึกโยคะให้รู้ตัวก็ได้ การฝึกสติก็เพื่อให้สมองส่วนเรื่อยเปื่อยไม่รู้เนื้อรู้ตัวทำงานน้อยลง โดยเฉพาะการก้มดูโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา สติจะถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ การออกกำลังก็มีส่วนทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติแข็งแรงขึ้น ทำให้เกิดอาการตื่นตระหนกน้อยลง เมื่อเกิดเหตุสิ่งที่เราทำอาจไม่ใช่สิ่งที่เราคิด บางทีมาจากความทรงจำ เคยฝึกซ้อมเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ช่วยได้ ทั้งหมดคือ เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต เมื่อเรามีโอกาส ก็ใช้โอกาสให้ถึงที่สุด”

 

คุณหมอณัทธร บอกว่า หลังจากเหตุการณ์สะเทือนฝัน หลายคนที่รอดชีวิตจะเกิดภาวะหนึ่ง ภาพร้ายๆ ที่เกิดขึ้นยังอยู่ในความทรงจำ  รวมถึงมีอาการหลบเลี่ยงไม่อยากเข้าไปในสถานที่ที่เกิดเหตุ และเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนั้น ไม่อยากรับรู้ข่าว ผวาตกใจง่าย และนอนหลับยาก

 

" ผมเป็นจิตแพทย์ ถ้าผมเจอเหตุการณ์แบบนั้น ใช่ว่าผมจะไม่เป็น ผมก็คงผวาสะดุ้งอยู่พักหนึ่ง อาจจะเดือนหนึ่ง แต่ไม่ควรเกินหกเดือน นี่คือผลของความรุนแรงที่ยังวนเวียนอยู่ในสมองคน ก็ต้องใช้เวลา แล้วธรรมชาติจะมีกลไกเยียวยาตัวเอง”

 

คุณหมอแนะต่อว่า อย่าคิดว่าเราเป็นบ้า สิ่งสำคัญที่ช่วยได้มากคือ ต้องมีคนรับฟังอย่างตั้งใจ หรือคนที่เจอเหตุเดียวกันมานั่งคุยกัน  ทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีภาวะขาดช่วงค้างไว้ เนื่องจากเกิดกลไกหลบเลี่ยงไม่เข้าไปรับรู้ อาจมีผลระยะยาว สำคัญต่อการเป็นโรคซึมเศร้า และมีโอกาสติดสารเสพติด คือ ใช้เหล้าและยาบำบัดตัวเอง

 

“การกลับสู่ชีวิตปกติให้เร็วที่สุดจะเป็นประโยชน์มาก อีกอย่างถ้ามีสติตั้งแต่แรกจะช่วยได้มาก ถ้ายังติดค้างก็ต้องทำจิตบำบัด" 

 

..................

เด็กเล็กต้องมีทักษะอย่างไร

-สอนและฝึกให้ม่ีการตื่นตัวและระวังภัยต่อการเกิดเหตุร้าย

-สอนและฝึกให้รู้จักหนีภัยและการออกจากพื้นที่อันตราย

-สอนให้รู้วิธีแอบซ่อน และฝึกให้เงียบไม่ส่งเสียงดัง

-นม น้ำ ขนม ลูกอม เตรียมพร้อมให้เด็กเล็ก

-ฝึกให้ท่องเบอร์โทรศัพท์พ่อแม่ที่ติดต่อได้ หรือเขียนใส่กระเป๋าติดตัว