เมื่อเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

February 20, 2020
by สาริมา

ทั้งๆ ที่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล หลายประเทศนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้เพื่อตรวจจับผู้ประท้วงและอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้น พวกเขาจึงต้องหาวิธีอำพรางใบหน้า

HIGHLIGHTS

 การจดจำใบหน้านี้ทำงานด้วยการดูใบหน้า โดยเฉพาะตา จมูกและคางด้วยการคำนวณจากแสงสว่าง และความมืดบนใบหน้า แล้วนำมาเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ ดังนั้น การตกแต่งใบหน้าจะเป็นการเพิ่มความสว่างหรือความมืดบนใบหน้า เพื่อทำให้โปรแกรมสับสน การตกแต่งใบหน้านี้ถูกคิดค้นโดย ศิลปิน อาดัม ฮาร์วีย์ ซึ่งดัดแปลงมาจากการพรางตัวของทหารเรือในสงครามโลกครั้งที่ 1

 

 

รัฐนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในโลกปัจจุบันมาใช้โดยอ้างว่า เพื่อปกป้องและป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรที่พัฒนาขึ้นทุกวัน แต่ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขากำลังถูกลิดรอน เพราะไม่สามารถตรวจสอบหน่วยงานรัฐได้ว่า เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวมากน้อยเพียงใด โปรแกรมหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงคือ โปรแกรมจดจำใบหน้าหรือ face-recognition technology ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงนำมาใช้ เพื่อช่วยให้สืบหาตัวคนร้ายได้รวดเร็วฉับไวมากยิ่งขึ้น

 3_2

ทางการของเกาะฮ่องกง นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับกลุ่มผู้ประท้วง เพื่อหาทางจัดการทางกฎหมายกับผู้ประท้วงที่ฮ่องกง เริ่มมาตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม 2562 ในช่วงแรก การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ก่อนที่เหตุการณ์จะเริ่มรุนแรงในเวลาต่อมา หลายต่อหลายครั้งทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจ 

 

ต้นตอเริ่มแรกของการประท้วงมาจากความไม่พอใจร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งผู้ชุมนุมมองว่า รัฐบาลจีนกำลังแทรกแซงสิทธิเสรีภาพของชาวฮ่องกง การประท้วงยืดเยื้อข้ามปี เพราะผู้ประท้วงต้องการเรียกร้องสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป โดยระบุว่า รัฐบาลฮ่องกงไม่ได้ทำตามคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าว นับตั้งแต่จีนได้เข้าปกครองฮ่องกงในปี 2540 

 

ว่ากันว่า ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายพยายามยั่วยุกัน โดยทางการฮ่องกงเชื่อว่า หากปล่อยให้มีการประท้วงต่อไปเรื่อยๆ ผู้ประท้วงเองจะเลิกราไปเอง ส่วนผู้ประท้วงก็พยายามยั่วยุ เพื่อให้ทางการหมดความอดทน

 

มาตรการหนึ่งที่ทางการฮ่องกงออกมา เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ประท้วงหน้าใหม่และขาจร ให้ไม่อยากเข้าร่วมชุมชุมคือ การห้ามใช้ผ้าหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาปกปิดใบหน้า ทางการยืนยันที่จะห้ามใส่หน้ากากและบอกว่าพร้อมจะจับกุมโดยทันที ต่อมา ผู้ประท้วงกล่าวหาว่า ทางการฮ่องกงนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้ เพราะสังเกตเห็นมีการติดตั้งกล้องตามเสาไฟฟ้า นี่เองเป็นที่มาของการที่ผู้ประท้วงทำหน้ากากของดารา หรือบุคคลอื่นและนำมาใส่ ขณะมาประท้วง เพื่อไม่ให้โปรแกรมดังกล่าวจำหน้าตนเองได้

 

ครั้งหนึ่ง มีการเผยแพร่ภาพหนึ่งในโลกออนไลน์ที่เข้าใจว่า เป็นภาพของผู้ประท้วงชาวฮ่องกง คาดศีรษะด้วยอุปกรณ์ดิจิตอล ประกอบด้วยจอโปรเจคเตอร์ซึ่งจะฉายเป็นภาพบุคคลอื่นบนใบหน้าของคนๆ นั้น เพื่อพรางตัวไม่ให้โปรแกรมจดจำใบหน้าจำได้ แต่ต่อมามีการเปิดเผยว่า ภาพดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่คิดค้นโดยจิง ไซ หลิว นักศึกษาของ Utrecht School of the Arts ในประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 2017 โครงการนี้มีชื่อว่า “นิรนาม” (Anonymous) โดยจิงสร้างโปรเจคเตอร์สำหรับใบหน้า ซึ่งจะฉายภาพใบหน้าของบุคคลอื่นบนใบหน้าจริงของผู้ใช้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อต่อต้านเทคโนโลยีกล้องที่ติดตั้งด้วยซอฟแวร์จดจำใบหน้า

 

ในฮ่องกงผู้ประท้วงใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ เช่น ใส่หน้ากากอนามัย หน้ากากที่ทำขึ้นเอง ใส่หมวก ใส่ฮู้ดหรือใส่แว่นตาดำบางคนก็ใส่ “หน้ากากขาว”ของกาย ฟอกส์ นักต่อสู้ชาวอังกฤษ ส่วนอีกคนถักผมเปียทั่วศีรษะและนำมาปกปิดหน้าของตัวเอง

 

หลายประเทศนำเทคโนโลยีจดจำใบหน้านี้มาใช้ แต่ก็โดนประชาชนในประเทศคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่า เป็นการก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล การคัดค้านมาในรูปแบบต่างๆ แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การปกปิดใบหน้าด้วยวิธีต่างๆ กัน เช่นการใส่หน้ากากหรือการตกแต่งหน้า ทำให้ในปัจจุบัน การแต่งหน้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านไปแล้ว

 

ในอังกฤษ กระแสต่อต้านเทคโนโลยี เริ่มมีมากขึ้น เมื่อตำรวจอังกฤษประกาศว่า จะมีการติดตั้งกล้องที่ติดตั้งซอฟแวร์จดจำใบหน้านี้ทั่วถนนในลอนดอน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนประณามว่า เป็นภัยอย่างมากต่อสิทธิมนุษยชน พวกเขากล่าวว่า ตำรวจอังกฤษสามารถใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้านี้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่เหมือนลายนิ้วมือหรือการตรวจหาดีเอ็นเอ พวกเขาจึงเลือกใช้การตกแต่งหน้า เพื่อเป็นการประท้วงต่อการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

 

ผู้ต่อต้านกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของ Dazzle Club ได้รวมกลุ่มกัน และจัดการเดินประท้วงอย่างสงบในลอนดอน เพื่อแสดงความไม่พอใจ แอนนา ฮาร์ท หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มกล่าวว่า บริษัทที่ขายเทคโนโลยีอ้างว่า เพื่อป้องกันอาชญากรรม แต่ก็ไม่ได้แสดงหลักฐานเลยว่า มันป้องกันได้อย่างไร หรือได้จริงไหม จริงๆ แล้ว อาจจะใช้ได้เมื่อมีการกระทำอาชญากรรมแล้วมากกว่า แต่บริษัทพวกนี้กล่าวว่า นี่จะทำให้พวกเราปลอดภัยมากขึ้น หรือรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

 

การจดจำใบหน้านี้ทำงานด้วยการดูใบหน้า โดยเฉพาะตา จมูกและคางด้วยการคำนวณจากแสงสว่าง และความมืดบนใบหน้า แล้วนำมาเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ ดังนั้น การตกแต่งใบหน้าจะเป็นการเพิ่มความสว่างหรือความมืดบนใบหน้า เพื่อทำให้โปรแกรมสับสน การตกแต่งใบหน้านี้ถูกคิดค้นโดย ศิลปิน อาดัม ฮาร์วีย์ ซึ่งดัดแปลงมาจากการพรางตัวของทหารเรือในสงครามโลกครั้งที่ 1

 

ไอเดียของฮาร์วีย์ที่ตกแต่งใบหน้า โดยไม่ต้องหาอะไรมาปกปิดใบหน้า เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินและดีไซเนอร์คนอื่นๆ เช่น จิบ วอน ลีเวนสไตน์ ศิลปินชาวดัชช์ที่ใช้ทำหน้ากากจากพลาสติกใส

 

ส่วนคนอื่นใช้หมวกหรือเสื้อยืดที่มีลาย ซึ่งออกแบบเพื่อหลอกโปรแกรมนี้ว่า นี่ไม่ใช่มนุษย์นะ นักวิจัยของมหาวิทยาลัย KU Leuven ในเบลเยี่ยมสามารถเลี่ยงการถูกจับใบหน้าโดยการถือรูปคนหลายๆ คน เอมิลี รอดเดอร์ริค ผู้ก่อตั้ง Dazzle Club อีกคนกล่าวว่า สมาชิกของกลุ่มเจอกันเดือนละครั้ง เพื่อร่วมการเดินผ่านส่วนต่างๆ ของลอนดอน และมีผู้คนถามถึงเจตนาของพวกเขามากมาย 

 

“ถ้าตกแต่งใบหน้าอย่างนี้ได้ทุกวันจะดีมาก"

ส่วนฮาร์วีย์ ศิลปินชาวอเมริกัน ซึ่งพำนักในเบอร์ลิน กล่าวว่า เขาศึกษาเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่ปี 2011 เขาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ the Observer ว่า การตกแต่งใบหน้าเพื่ออำพรางนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงเวลา อาจจะ 2 ปีหรือ 3 ปี

 

ทางด้านดร. ซูซาน มามูดิ อาจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย Southampton กล่าวว่า โปรแกรมการจดจำใบหน้านี้ อาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีตัวใหม่ได้ การตกแต่งใบหน้าก็ทำได้เฉพาะใบหน้า โดยที่ไม่รวมถึงหู เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนหูของใครซักคน ถึงแม้ว่าจะซ่อนได้ด้วยผมหรือหมวก นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมจดจำท่าเดินด้ว ยเพราะคนมีท่าเดินที่เป็นแบบเฉพาะตัว ถ้าคุณรู้ว่า ตรงไหนมีกล้อง คุณก็เปลี่ยนท่าเดินได้ แต่ถ้าคุณไม่รู้ คุณก็จะเดินท่าเดิม