กรมการแพทย์ชี้ ‘เด็กพูดไม่ชัด’ ฟื้นฟูฝึกฝนได้

March 6, 2020

หากเด็กอายุเกิน 4 ขวบแล้วยังมีปัญหาพูดไม่ชัด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวทางในการแก้ไขให้ดีขึ้นได้

 

กรมการแพทย์โดยสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ให้การฟื้นฟูเด็กที่พูดไม่ชัด  มีความผิดปกติของการเปล่งเสียงพูด ฝึกฝนให้ออกเสียงที่ถูกต้องจนสนทนาในชีวิตประจำวันได้

“เด็กเป็นวัยที่มีการเรียนรู้และมีพัฒนาการในการพูด การออกเสียง เป็นไปตามช่วงอายุ แต่อาจพบได้ว่าเด็กบางคนเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมกลับพูดไม่ชัด ซึ่งเป็นความผิดปกติของการเปล่งเสียงพูดทั้งเสียงสระ พยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ โดยสาเหตุเกิดจาก 1.ความบกพร่องของอวัยวะในช่องปากและใบหน้า เช่น เอ็นยึดใต้ลิ้นสั้น ปากแหว่ง เพดานโหว่ 2.ความบกพร่องในการทำงานของอวัยวะที่ใช้ในการพูด 3.ความบกพร่องของระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว จะมีปัญหากล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด เช่น ลิ้น ริมฝีปาก เพดานอ่อน ฯลฯ อ่อนแรง  4.ภาวะสมองพิการ พบได้ในเด็กสมองพิการซึ่งมีปัญหาการเคลื่อนไหวร่างกาย จึงส่งผลต่อกลไกการเคลื่อนไหวอวัยวะที่ใช้ในการพูด 5.ความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีปัญหาการได้ยินเสียงจะทำให้พูดออกเสียงไม่ชัดด้วย 6.การเรียนรู้การพูดที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เด็กเลียนแบบคนใกล้ชิดที่พูดไม่ชัดจนติดเป็นนิสัย 7.ภาวะความบกพร่องอื่นๆ เช่น เด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อน เด็กกลุ่มออทิสติก เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นต้น” นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

โดยทั่วไปแล้ว เด็กเล็กที่พูดไม่ชัด เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเด็กโตแล้ว อายุ 4 ขวบขึ้นไปแล้วยังพูดไม่ชัด ต้องพามาพบนักแก้ไขการพูด

“ตามปกติแล้วพัฒนาการในเด็ก อายุ 2-4 ขวบ จะยังพูดไม่ชัดทุกเสียง ถ้า 4 ขวบขึ้นไปแล้วพูดไม่ชัดในเสียงที่ควรจะพูดได้ เช่น.เสียงพยัญชนะ ม, น, ห, อ, ค, ย  เป็นต้น ผู้ปกครองควรจะพาเด็กมาพบนักแก้ไขการพูด ทั้งนี้ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ โดย งานแก้ไขการพูด กลุ่มภารกิจวิชาการและการแพทย์ เป็นหน่วยงานที่ให้การฟื้นฟูผู้ป่วยที่มาฝึกพูด

เมื่อเด็กเข้ารับการรักษาปัญหาการพูดไม่ชัด ขั้นแรกนักแก้ไขการพูดจะประเมินสาเหตุของการพูดไม่ชัด จากนั้นจะทำการประเมินเสียงที่พูดไม่ชัดว่าไม่ชัดเสียงอะไรบ้าง และมีลักษณะอย่างไร โดยเริ่มจากการฝึกฟังเปรียบเทียบเสียงที่พูดไม่ชัดกับเสียงที่ถูกต้อง เพื่อดูว่าเด็กสามารถฟังออกว่าตัวเองพูดไม่ชัดหรือไม่ และสอนให้รู้จักตำแหน่งการวางปากและลิ้นในการออกเสียงและลักษณะการเปล่งเสียงที่ถูกต้อง ตลอดจนฝึกให้ออกเสียงที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับหน่วยเสียง

แล้วเพิ่มเป็น คำ วลี ประโยค จนพูดสนทนาในชีวิตประจำวันได้ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตามหากพบว่าบุตรหลานพูดไม่ชัดมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ เป็นแบบอย่างการพูดที่ถูกต้องและชัดเจนให้แก่เด็ก ไม่ล้อเลียน หรือพูดตามอย่างเด็ก เตือนเด็กเมื่อพูดไม่ชัด ถ้าแก้ไขได้ให้พูดใหม่ช้าๆ แต่ไม่ต้องเตือนทุกครั้งหรือบังคับมากเกินไปจนทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเองและไม่อยากที่จะพูดอีกเพราะกลัวพูดผิด

ผู้ปกครองควรพาเด็กมาฝึกตามนัดและกระตุ้นให้เด็กฝึกพูดตามแบบฝึกหัดที่นักแก้ไขการพูดแนะนำอย่างสม่ำเสมอ” นพ.สาธิต สันตดุสิต  ผู้อำนวยการสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กล่าว