'บ้านขอ' ต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผา

March 16, 2020
by วันชัย ตัน

ไวรัสโคโรน่าส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของคนในระยะสั้นอย่างไร PM2.5 ก็ส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของคนในระยาวเช่นกัน

 

ข่าวโรคระบาด Covid-19 ได้แย่งชิงพื้นที่ข่าวติดต่อกันหลายเดือนแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย

ในขณะที่ภาคเหนือของประเทศ ปัญหาหมอกควันพิษและไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ก็ไม่ได้ลดลงนับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว

โคโรน่าไวรัสส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของคนในระยะสั้นอย่างไร PM2.5 ก็ส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจของคนในระยาวเช่นกัน

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ได้ติดอันดับหนึ่งของโลกในฐานะเมืองที่มีมลพิษทางอากาศเลวร้ายสูงสุดติดต่อกันหลายวัน ไม่นับรวมหลายจังหวัด อาทิเชียงรายที่ดัชนีวัดคุณภาพอากาศ AQI สูงทะลุถึง 300

สาเหตุการเกิดไฟป่าภาคเหนือก็มักเป็นเรื่องเดิมๆ คือ การเผาป่า การเผาซากไร่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกครั้งใหม่ ทั้งจากในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ขนาดใหญ่หลายแสนไร่ เพื่อนำมาทำเป็นอาหารสัตว์

ไม่นับการเผาป่าเพื่อให้หญ้าระบัด เพื่อให้วัวควายที่นายทุนลักลอบนำเข้าไปเลี้ยงในป่ากินเป็นอาหาร

ไม่นับการเผาป่าของชาวบ้านบางกลุ่ม ด้วยความแค้นเคืองเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงจุด hot spot หรือพื้นที่จุดแดงแสดงการเกิดไฟไหม้ ก็มีทั้งพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ

แม้ทางการจะระดมกำลังจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการเผาป่า แต่ก็ดูน่าหนักใจแทน เพราะหลายพื้นที่ในป่าก็ยากต่อการเข้าถึง หลายพื้นที่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน เพราะความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนในพื้นที่

จากประสบการณ์การลงพื้นที่หลายแห่งในป่า ผู้เขียนมีความมั่นใจว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาไฟป่า การดับไฟจะทำได้สำเร็จ หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเดียว แต่ประชาชนในพื้นที่ต้องร่วมมืออย่างแข็งขันด้วย

ปัญหาไฟป่าหลายแห่งที่เกิดขึ้นซ้ำซากคือ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดับไฟด้วยความเหนื่อยยากฝ่ายเดียว แต่พอคล้อยหลังไปไม่นาน ไฟป่าที่ดับไปแล้วก็เกิดขึ้นอีก เพราะคนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วม

แต่ที่จังหวัดลำปาง เมืองหลวงแห่งไฟป่าและหมอกควันพิษ มีชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านกับฝ่ายรัฐร่วมมือกันจัดการไฟป่าอย่างดี จนไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

“บ้านขอ” เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เคยประสบปัญหาไฟป่าเป็นประจำทุกปี เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ราบเชิงเขา และอยู่ในเขตติดต่ออุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

ชาวบ้านบ้านขอได้ร่วมกันจัดตั้งป่าชุมชนพื้นที่ 1,500 ไร่ และยังขอพื้นที่เฝ้าระวังไฟป่าเพิ่มเข้าไปในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนอีก 4,000 ไร่ พื้นที่ส่วนของเขตอุทยานฯ ชาวบ้านทราบดีว่าไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ยินดีช่วยอุทยานฯ ดูแล เพราะเป็นป่าต้นน้ำของชุมชน

"ตอนนั้นสถานการณ์หมอกควันไฟป่าในพื้นที่ค่อนข้างรุนแรงมากทุกปี ทางชาวบ้านจึงมีการเริ่มคุยกันว่า ต้องเริ่มทำกันทั้ง 13 หมู่บ้าน ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์บริหารส่วนตำบล มาร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าจะต้องร่วมมือกันจริงจัง” นายอภัย สอนดี อดีตผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟัง

ขณะที่ทางการก็ยินดีและพร้อมให้การสนับสนุนทุกด้าน ทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมืออุปกรณ์ดับไฟ มีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และหน่วยควบคุมไฟป่าแจ้ซ้อนคอยช่วยเหลือและให้การสนับสนุนเพื่อเข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทันทีไม่ว่าจะเกิดไฟขึ้นที่จุดใด มีรถบรรทุกน้ำเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงมาจากการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ร่วมกันคิด ร่วมกัน

ดังนั้นทุกปีในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม พวกเขาจะร่วมมือกันทำแนวกันไฟ ยาว 7,500 เมตร กว้าง 6-8 เมตร ป่า ได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชนและหน่วยควบคุมไฟป่าแจ้ซ้อน พวกเขาร่วมมือกันจัดเวรยามเฝ้าระวังไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ในป่าชุมชนและอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

หลายปีที่ผ่านมาไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นเลย สามารถลดหมอกควันไฟป่าได้ทั้งอำเภอ โดยร่วมกันทำแนวกันไฟและการตรวจการเชื่อมโยงกันทั่วถึงทั้งพื้นที่ป่าชุมชนทุกหมู่บ้าน

"เราต้องทำให้เห็นว่า การแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่านั้น เราทำจริง และทำอย่างต่อเนื่อง เวลาลงพื้นที่แต่ละหมู่บ้านก็จะไปพร้อมกันเป็นทีมเดียวกัน เพื่อช่วยกันพูดกับชาวบ้านว่าเมื่อเกิดหมอกควันไฟป่าขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและต่อครอบครัวอย่างไร เมื่อชาวบ้านเห็นว่ากลุ่มผู้นำเอาจริงก็จะหันมาให้ความร่วมมือเข้ามามีส่วนร่วม เราดึงเอาคนที่เคยเผาป่ามาช่วยดับไฟป่า ทำให้ปัญหาหมอกควันไฟป่าในตำบลบ้านขอลดลงอย่างเห็นได้ชัด”

มีข้อตกลงกันในชุมชนว่า ทุกคนจะต้องช่วยกันดับไฟป่า ผู้ใดฝ่าฝืนในการเผาป่า หากจับกุมได้ หรือสืบทราบจะถูกปรับ 500 บาท

ปัจจุบัน “บ้านขอ” กลายเป็นต้นแบบหมู่บ้านปลอดการเผาของ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง และเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัย “การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จังหวัดลำปาง”

ความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดับไฟป่า

ในสถานการณ์วิกฤติ ความเป็นน้ำหนี่งใจเดียวกันคือเครื่องมือสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา รวมถึงโรคระบาดที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้