'โควิด-19' หยุดได้ด้วยกลไกท้องถิ่น

March 24, 2020
by ประจวบ วังใจ

ไหนๆ คนต่างจังหวัดก็ทยอยกลับบ้านกันแล้ว จะมีเครื่องมืออะไรที่ช่วยชะลอการระบาดของโควิด-19 ไม่ให้พุ่งไปสู่หลักแสน

 

 

กลับบ้านเรา รักรออยู่...

ในเมื่อไม่มีงานให้ทำ อยู่ไปก็หายใจรดเพดานไปวันๆ สู้ไปอยู่ (หรือตาย) กับคนรักของเราที่บ้านนอกดีกว่า..

ตั้งแต่มีประกาศของกรุงเทพมหานครให้ปิดสถานที่ต่างๆ 26 แห่งเป็นเวลา 22 วัน เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เห็นภาพที่สถานีขนส่งหมอชิต คนรอขึ้นรถแน่นชานชาลา จากนั้นก็มีคนโวยวายตีโพยตีพายว่า เดี๋ยวก็ได้ระบาดใหญ่กันทั้งประเทศ คนต่างจังหวัดเหล่านี้ต้องเอาเชื้อไปปล่อยที่ต่างจังหวัดแน่นอน ต่อไปเราคงได้เห็นตัวเลยทะลุแสนเร็วๆ นี้ ฯลฯ

ด้วยความห่วงใยในเพื่อนมนุษย์ ด้วยความรักที่มีต่อบ้านเมือง หรือจะด้วยอคติที่มีต่อทุกประกาศของรัฐบาลจึงรอเหยียบซ้ำเมื่อพลาดพลั้ง-ก็ตามแต่ ความเห็นจึงออกมาในเชิงที่ไม่เห็นด้วยที่คนแห่กลับบ้าน แต่ไม่มีใครเลยที่ให้เหตุผลว่าอยู่ในเมืองหลวงแล้วมันดีอย่างไร

หากชีวิตประจำวันของใครคนหนึ่ง มีอาชีพเป็นช่างไฟฟ้าฝีมือพอประมาณ อยู่ได้ด้วยค่าจ้าง 650 ต่อวัน เดือนหนึ่งทำงาน 26 วัน รวมโอทีอีก 15 วันต่อเดือน รวมแล้วได้ทั้งหมดเกือบ 20,000 บาท เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีงานทำ รายได้ก็ไม่เกิด รายจ่ายยังวิ่งตามปกติ สู้ดีขึ้นรถกลับบ้านไปอยู่กับลูกเมียน่าจะเป็นทางเลือกดีที่สุดแล้ว

ส่วนเมื่อไปถึงบ้านแล้ว จะกักตัวอยู่กับบ้าน 14 วัน ทำตัวเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายตามประกาศของรัฐหรือเปล่า-นั้น เป็นเรื่องยากจะคาดเดา และน่าจะเป็นบทเรียนของประกาศหรือนโยบายอะไรก็ตามที่ “คิดไม่สุด” จึงมักพบเห็นจุดอ่อนหรือรอยรั่ว ต้องตามล้าง ตามอุด กันแทบจะทุกเรื่อง

การกลับบ้านในภาวะที่ต้องร่วมมือกันกักบริเวณแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรสนับสนุนอย่างแน่นอน แต่ไหนๆ ก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว คงต้องเตือน ต้องขอร้องให้ระลึกอยู่เสมอว่า ตนเองนั้นมาจากพื้นที่เสี่ยง! 

เมื่อถึงบ้านต้องไม่กินหรือใช้ภาชนะร่วมกับคนอื่น ล้างมือบ่อยๆ อย่าได้ไปกอดไปหอมปู่ย่าตายายหรือผู้สูงอายุในบ้าน เพราะคนเหล่านี้เปราะบาง ติดเชื้อง่าย ถ้ารู้สึกรุมๆ ตัวร้อนๆ เหมือนมีไข้ให้รีบใส่หน้ากากอนามัย แล้วไปหาหมอใกล้บ้านและควรบอกหมอด้วยว่าเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ

เรื่องพวกนี้ไม่นับว่าลำบากอะไร แค่ 14 วัน แป๊บๆ ก็ผ่านไปได้แล้ว แถมยังดีเสียอีกที่ได้อยู่กับบ้าน ดายหญ้า ขุดดิน เตรียมแปลง รอฝนที่กำลังจะมา เผื่อไว้ว่าหากสถานการณ์เลวร้ายยืดยาว กลับไปทำงานต่อไม่ได้ ก็จะได้ทำสวนทำไร่อยู่ยาวกันไปเลย

ถึงวันนี้เชื่อว่ากลุ่มเสี่ยงจากกรุงเทพฯแทรกอยู่ตัวตามหมู่บ้าน ชุมชน ตำบลต่างๆ ครบทุกพื้นที่แล้ว จากนี้ไปมาตรการเฝ้าระวังคงหนักหน่วงมากขึ้น เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย ตัวเลขผู้ติดเชื้อระดับแสนรายตามคำทำนายของใครต่อใคร อาจจะได้เห็นกัน

ที่ผ่านมาการจัดการเพื่อหยุดแพร่ระบาดจะรวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวง ต่อไปคงต้องเพิ่มบทบาทให้กับท้องถิ่นมากขึ้น เพราะขณะนี้เชื้อร้ายได้แพร่กระจายไปกว่า 40 จังหวัดแล้ว ทุกชุมชนล้วนมีความเสี่ยงเหมือนกันหมด ครั้นจะรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ทันเยียวยา

หรือใครที่หมิ่นประมาท “บ้านนอก” ไว้ อย่าเพิ่มกระหยิ่ม บางที ณ เวลาปัจจุบัน บ้านนอกที่ว่านั้น อาจจะพร้อมสำหรับการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากกว่าในเขตเมืองด้วยซ้ำ 

อย่างบางตำบลแม้จะอยู่พื้นที่ห่างไกล ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศมาตรการรองรับ “ภัย” ที่กำลังมาเยือนล่วงหน้าแล้ว หากใครเข้าไปในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคนนอกถิ่นหรือในถิ่น จะต้องแวะคัดกรองที่รพ.สต.ประจำตำบลก่อน ล้างมือ วัดอุณหภูมิ หากใครตัวร้อน เป็นไข้ ก็จะถูกกักบริเวณทันที ไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านในชุมชน

หลายๆ หมู่บ้านในเวลานี้ ก็จะนัดแนะกันมาทำหน้ากากอนามัย เพื่อแจกจ่ายให้สมาชิกทุกคนในชุมชน ขณะเดียวกันก็สำรวจว่าผู้สูงอายุในชุมชนมีจำนวนเท่าไหร่ ในจำนวนนี้มีคนที่เปราะบาง เป็นเบาหวาน ความดัน กันกี่คน ต้องช่วยกันจับตามองเป็นพิเศษ เพราะคนเหล่านี้เปราะบาง มีความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย

กลไกสำคัญที่ทำให้แต่ละชุมชนอุ่นใจได้ คือ พี่น้องอสม.ที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ปัจจุบันมีถึง 1,040,000 คนทั่วประเทศ คนเหล่านี้ทำทุกอย่างเพื่อให้ชุมชนอยู่รอดปลอดภัย

ที่ผ่านมานั้นโรคร้ายต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ ก็เพราะพี่น้องอสม.เหล่านี้ คงจำการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกเมื่อปี 2547 ได้ หลังจากผู้นำในขณะนั้นโชว์กินไก่เสร็จ ก็สั่งการให้ อสม.สำรวจจำนวนไก่ทั่วประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด แล้วจัดการตัดตอนการแพร่ระบาด ปรากฏว่าหยุดการแพร่เชื้อได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

อสม.จึงเป็นกลุ่มคนสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเขาจะช่วยกันคัดกรอง เฝ้าระวัง ดูแล แจ้งเตือน และพร้อมจะให้การช่วยเหลือกับทุกๆ คนในชุมชน

หากจะให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรเชื่อมั่นในพลังของท้องถิ่น กระจายอำนาจให้ทั่วถึง ใช้กลไกท้องถิ่นให้ประโยชน์

ตลอดวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทุกคำสั่งของรัฐมักไปอยู่ที่กลไกระดับภูมิภาค นั่นคือ จังหวัด โดยให้จังหวัดสั่งการไปยัง นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน แต่กลไกท้องถิ่นอย่าง อปท.ไม่ว่าจะเป็น อบต หรือเทศบาล ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และเป็นกลไกที่ใกล้ชิดกับชุมชนยิ่งกว่าผู้ว่าฯ เป็นไหนๆ

นาทีนี้มีเครื่องมือหรือกลไกอะไร ก็คงต้องนำมาใช้ให้หมด ต้องกล้าคิด กล้าใช้ กล้าทำ ก่อนจะล้มหายตายจากเป็นแสนๆ คน