หมอกควันพิษเชียงใหม่  ความสิ้นหวังเป็นแบบนี้เอง

March 25, 2020
by วันชัย ตัน

นอกจากโรคระบาดจากไวรัสโควิด ปัญหาฝุ่น p.m.2.5 โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ตอนนี้เลวร้ายที่สุด

 

 ขณะที่รัฐบาลหายใจเข้าออกเป็นการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาโรค Covid-19  ปัญหาหมอกควันพิษทางภาคเหนืออาจจะร้ายแรงกว่า แต่แทบจะไม่มีใครสนใจ สถานการณ์หมอกควันพิษในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ติดอันดับหนึ่งของโลกมาหลายวันแล้ว

 

ดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศเชียงใหม่ทะลุ 300 ขณะที่หลายจังหวัดในภาคเหนือทะลุ400 ไปแล้ว บางพื้นที่ในจังหวัด ค่า PM 2.5 สูงทะลุ 500 จุด มากกว่าระดับปกติถึง 100 เท่า 

 

คุณภาพอากาศทุกอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ เลวร้ายที่สุดในโลก แพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ค่าฝุ่น p.m.2.5 ได้คร่าชีวิตของคนในอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ เราไม่รู้หรอกว่า จะมีคนป่วยตายอีกเท่าไหร่จากผลกระทบของการสูด pm2.5 สะสมทุกปี

 

น่าตลกคือที่ผ่านมา รัฐบาลออกแผนปฎิบัติการวาระแห่งชาติเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันพิษ แต่ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่วาระแห่งชาติในห้องแอร์ พอออกจากห้องก็ไม่มีใครพูดถึง

 

ตามแผนปฎิบัติการวาระแห่งชาติ เมื่อฝุ่น PM2.5 มีค่าสูงกว่า 100 มคก. ต่อลบ.ม. ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อระดมเงินและเจ้าหน้าที่ออกมาจัดการปัญหาได้ทันทีทันควัน รวมถึงการซื้อหน้ากากอนามัยแจกให้กับพี่น้องประชาชน

 

แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัดบางแห่งปฏิเสธที่จะออกประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ เพราะคิดว่าเป็นหายนะชั่วคราว ผ่านไปสองอาทิตย์หมอกควันพิษยังปกคลุมหนาแน่น ยังคิดว่าเป็นหายนะชั่วคราว

 

หากเป็นประเทศอื่นในโลกนี้ หลายจังหวัดจะถูกประกาศเป็นจังหวัดภัยพิบัติ หรือประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนให้ทุกคนในเมืองเตรียมตัวรับสถานการณ์อันเลวร้ายอย่างไร จะมีการออกมาตรการ ข้อกำหนดต่าง ๆ และรับมือกับภัยพิบัติอย่างละเอียด เป็นขั้นตอน  อาทิ การแจกหน้ากากกันพิษ การหยุดการเรียนการสอน และการเอาจริงเอาจัง เข้มข้นกับการดับไฟป่า

 

แต่ทุกวันนี้ นอกจากความขุ่นมัวของท้องฟ้า และทัศนวิสัยอันปกคลุมด้วยหมอกควันพิษแล้ว  มีแต่ความเงียบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลและผู้มีอำนาจ ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า ไปตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ มอบนโยบายพอเป็นพิธี แจกสิ่งของ และถ่ายภาพร่วมกัน แล้วบินกลับไปบัญชาการอยู่ห้องในแอร์ที่กรุงเทพฯต่อไป ราวกับเป็นงานประจำที่ทำทุกวัน ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอะไร  ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยต้องออกมาดับไฟป่าอย่างหนักหน่วง ปล่อยให้ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเอง ราวกับว่าไม่มีรัฐบาล ไม่มีผู้นำคนไหน ออกมาร่วมทุกข์ร่วมสุข หรือดับไฟกับชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย

 

เพราะก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีมาตรการระยะยาว ระยะสั้นในการเตรียมการจัดการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาไฟป่าอย่างจริงจัง คุณภาพอากาศคงจะไม่เลวร้ายเท่าตอนนี้ ทั้ง ๆที่รู้มาตลอดว่า ต้นเหตุของปัญหาคืออะไร

 

ปัญหาการเผาพืชไร่ โดยเฉพาะตอซังข้าวโพด หลังการเก็บเกี่ยว  เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรมาส่งเสริมให้คนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อการส่งออกพื้นที่เกษตรและการบุกรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพดได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

ทุกวันนี้พื้นที่ปลูกข้าวโพดทั่วประเทศมีประมาณ 7 ล้านไร่ และอยู่ในภาคเหนือถึง 4.5 ล้านไร่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงนี้ การเผาพืชไร่ของชาวไร่ เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกต่อไปจึงยังทำกันสม่ำเสมอ

 

 เพราะชาวไร่ไม่มีวิธีอื่น แม้ว่าจะมีการออกประกาศห้ามเผา แต่ในทางปฏิบัติ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากเผาพืชไร่ในพื้นที่ของตัวเองแล้ว ไฟยังลุกลามเข้าไปในป่าที่ติดกันอีก ไม่รวมถึงการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ข้าวโพดและถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็จุดไฟเผา ลุกลามเป็นไฟป่า

 

 อีกปัญหา คือหมอกควันพิษที่ลอยมาจากการเผาซากไร่ประเทศเพื่อนบ้านหลายล้านไร่ จากนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวโพด เพื่อนำมาทำอาหารสัตว์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมการเกษตร แต่ก็ยังไม่มีการเจรจาในระดับภูมิภาคเลยว่า จะจัดการปัญหานี้อย่างใด เปรียบเทียบกับเมื่อครั้งเกิดไฟป่าที่ประเทศอินโดนีเซีย จากการเผาป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนปาล์ม จนควันลอยมาถึงประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลสิงคโปร์กดดันประเทศเพื่อนบ้านจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

 

 อีกสาเหตุหนึ่ง เกิดขึ้นไม่นาน คือ กลุ่มนายทุนจากตัวเมือง ที่ว่าจ้างชาวบ้านชาวเขาที่อาศัยใกล้ป่าหลายแห่ง ให้เลี้ยงฝูงวัวควายหากินในป่า และพอเข้าหน้าแล้งก็จุดไฟเผาป่า หวังจะเกิดหญ้าระบัด ให้วัวควายได้กิน กลายเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะเป็นการตั้งใจจุดไฟเผาป่า จนกลายเป็นไฟลามไปทั้งป่า

 

และปัญหาอีกประการคือ ความขัดแย้งของชาวบ้านผู้อาศัยอยู่รอบอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งกับเจ้าหน้าที่จนเมื่อเกิดปัญหาไฟป่า คนที่ดับไฟป่ามีเพียงเจ้าหน้าที่ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่กลับนั่งดูเฉย ๆ       

20190731191632946

ทั้ง ๆ ที่การดับไฟป่าจำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ส่วนราชการด้วยกันเอง ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไปจนถึง ภาคเอกชนชาวบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  ซ้ำร้ายประสบกับสภาพอากาศแปรปรวนจากปัญหาโลกร้อน ความแห้งแล้งรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

 

ดังนั้น การเตรียมตัวรับมือกับปัญหาหมอกควันพิษ จึงต้องเป็นเรื่องจริงจัง รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหา ทั้งภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบรวมถึงความร่วมมือระดับอาเซียนในการแก้ปัญหาหมอกควันพิษ

 

อย่าลืมว่า ความเงียบของชาวเชียงใหม่ มันเป็นความทุกข์ทรมาน ที่รอวันระเบิดออกมา เพื่อเรียกร้องการหายใจอากาศบริสุทธิ์ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทุกคนหรือว่า ความสิ้นหวังหน้าตาเป็นอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน