10 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ในมุมมองของ MIT ปี 2020 (จบ)

March 26, 2020
by บัญชา ธนบุญสมบัติ (คอลัมน์ Nexus)

ภาคจบของที่สุดเทคโนโลยีทั้ง 10 อย่าง ที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้

ในบทความตอนแรก ผมได้เล่าถึง 5 เทคโนโลยีแรกที่กองบรรณาธิการวารสาร MIT Technology Review ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ได้คัดเลือกให้เป็น 10 Breakthrough Technologies ประจำปีนี้กันไปแล้ว คราวนี้มาดูอีก 5 เทคโนโลยีที่เหลือกันครับ

6) กลุ่มดาวเทียมจำนวนมโหฬาร

สถานภาพ: เริ่มมีใช้แล้ว

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ: SpaceX / OneWeb / Amazon / Telesat

เนื่องจากการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรมีต้นทุนลดลงค่อนข้างมาก คือ จากราว 1.7 ล้านบาทต่อกิโลกรัม ในสมัยที่ยังมีการใช้งานกระสวยอวกาศ เหลือเพียงแค่ราว 86,000 บาทต่อกิโลกรัม ในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องง่ายขึ้นที่จะมีการส่งดาวเทียมจำนวนมากขึ้นสู่วงโคจร ดังเช่นกรณี กลุ่มดาวเทียม Starlink ของ SpaceX ซึ่ง ณ วันนี้มีราว 300 ดวง ซึ่งเป็นดาวเทียมทำงานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

ปัญหาก็คือ นักดาราศาสตร์ไม่ชอบใจเพราะกลุ่มดาวเทียมอาจขัดขวางการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ อีกทั้งเมื่อดาวเทียมหมดอายุก็จะกลายเป็นขยะอวกาศที่จัดการไม่ง่ายนักอีกด้วย

7) อุตมภาพเชิงควอนตัม

สถานภาพ: 5 ถึง 10 ปีหรือกว่านั้น

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ: Google / IBM / Microsoft / Rigetti / D-Wave / IonQ / Zapata Computing / Quantum Circuits

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019 ควอนตัมคอมพิวเตอร์ของ Google ชื่อ Sycamore ซึ่งมี 53 คิวบิต ได้คำนวณโจทย์ข้อหนึ่งเสร็จในเวลา 200 วินาที โดย Google อ้างว่าหากให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ IBM ชื่อ Summit คำนวณโจทย์เดียวกันนี้จะใช้เวลาถึง 10,000 ปี หรือนานกว่าราว 1 พัน 5 ร้อยล้านเท่า แต่ IBM ไม่ยอมรับตัวเลขนี้ และกล่าวว่าอย่างเก่งก็ราวหนึ่งพันเท่า

แต่แม้กระนั้น นี่คือการสาธิตให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถคำนวณโจทย์บางอย่างได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ธรรมดาอย่างมากมาย เรียกความพิเศษเช่นนี้ว่า quantum supremacy หรืออุตมภาพเชิงควอมตัม (คำว่า supremacy และอุตมภาพ แปลว่า ความสุดยอด)

8) ปัญญาประดิษฐ์ขนาดจิ๋ว

สถานภาพ: เริ่มทำได้แล้วในปัจจุบัน

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ: Google / IBM / Apple, Amazon

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI, Artificial Intelligence) ที่ทำงานบนคลาวด์ มีจุดด้อยหลายอย่าง เช่น ใช้พลังงานมาก มีข้อจำกัดเรื่องความเร็ว และที่สำคัญคือ ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว

แต่ด้วยอัลกอริทึมใหม่และชิปเอไอแบบพิเศษซึ่งมีขนาดเล็ก ปัญหาดังกล่าวก็จะหมดไป เช่น เราอาจใช้โปรแกรมวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ได้ด้วยบนมือถือหรือแทบเล็ต เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่า หากมีการนำเอไอจิ๋วนี้ไปทำบางอย่าง เช่น สร้างวีดิโอปลอมซึ่งมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก็ย่อมเป็นเรื่องไม่ดีแน่

9) ดิฟเฟอเรนเชียล ไพรเวซี

สถานภาพ: ทำได้แล้วในปัจจุบัน

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ: US Census Bureau / Apple / Facebook

ปี ค.ศ. 2020 จะมีการสำมะโนประชากรในสหรัฐอเมริกา (ประชากรราว 330 ล้านคน) ข้อมูลที่ได้จะนำไปจัดทำสถิติในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้วางนโยบายและนักวิชาการนำไปใช้ประโยชน์ แต่ปัญหาก็คือ กฎหมายกำหนดไว้ว่าสำนักงานสำมะโนประชากรจะต้องมีวิธีการที่ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลสถิติที่เปิดเผยออกมาจะไม่สามารถทำให้สืบกลับไปถึงแต่ละปัจเจกบุคคลได้

วิธีการที่ใช้ก็คือการเติมข้อมูลที่เป็น สัญญาณรบกวน (noise) ลงไปแต่ยังทำให้ข้อมูลสถิติยังคงใช้ได้ เช่น ระบุอายุของบางคนให้แตกต่าง ระบุสีผิวว่าคนผิวขาวเป็นผิวดำและกลับกัน เป็นต้น การเติมสัญญาณรบกวนลงไปมากขึ้น จะทำให้การสืบกลับยากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเติมสัญญาณรบกวนมากเกินไป ก็จะทำให้ข้อมูลใช้งานไม่ได้ จึงมีการคิดเทคนิคทางคณิตศาสตร์ขึ้นมาเพื่อวัดว่า เมื่อเติมสัญญาณรบกวนลงไปจำนวนหนึ่ง จะทำให้ความเป็นส่วนตัว (privacy) เพิ่มขึ้นแค่ไหน เทคนิคนี้เรียกว่า ดิฟเฟอเรนเชียล ไพรเวซี (differential privacy)

10) ความสามารถในการระบุว่าเหตุการณ์ฝนฟ้าอากาศแบบสุดขีดหนึ่งๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือไม่

สถานภาพ: เริ่มทำได้แล้วในปัจจุบันในบางกรณี

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ: World Weather Attribution, Royal Netherlands Meteorological Institute, Red Cross Red Crescent Climate Centre, University of Oxford

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์มักจะสงวนท่าทีเมื่อต้องตอบคำถามว่า เหตุการณ์ฝนฟ้าอากาศแบบสุดขีดหนึ่งๆ (เช่น น้ำท่วมอย่างหนัก ภัยแล้งอย่างหนัก คลื่นความร้อน และซูเปอร์ไต้ฝุ่น เป็นต้น) เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือไม่ เนื่องจาการตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศจะต้องใช้การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลยาวนานมาก เช่น กว่า 30 ปี

แต่ปัจจุบัน บางเหตุการณ์สามารถระบุได้ด้วยความมั่นใจค่อนข้างมากแล้ว เนื่องจากมีการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดเอาไว้ยาวนานพอ (เช่น ข้อมูลจากดาวเทียม) รวมทั้งคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น ทำให้สามารถจำลองเหตุการณ์ด้วยความละเอียดมากขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น พายุโซนร้อนอิเมลดา (Imelda) ในช่วงวันที่ 17-21 กันยายน ค.ศ. 2019 และเป็นพายุที่ทำให้เกิดปริมาณน้ำฝนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในสหรัฐอเมริกา (นับเฉพาะพื้นที่ส่วนที่เป็นทวีป) ก็ระบุได้ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

เมื่อได้รับทราบเทคโนโลยีทั้ง 10 อย่างในทัศนะของ MIT Technology Review กันไปแล้ว คุณผู้อ่านสามารถไปค้นคว้าหรือสอบถามจากผู้รู้เพิ่มเติมได้ตามความสนใจ และอาจลองนึกดูว่าเทคโนโลยีไหนที่คุณอาจนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการใช้ชีวิตและการทำงานของคุณมากที่สุดครับ

 

แหล่งข้อมูลแนะนำ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม อ่านเรื่อง 10 Breakthrough Technologies 2020 ได้ที่ www.technologyreview.com/lists/technologies/2020/