แง่มุม ‘บวก’ ที่คาดไม่ถึงของ COVID-19 (ตอนที่ 1)

March 28, 2020
by บัญชา ธนบุญสมบัติ (คอลัมน์ Nexus)

ในวิกฤติร้ายแรงนี้ ยังมีปรากฏการณ์ใหญ่น้อยหลายอย่างที่อาจมองว่าเป็นแง่บวกได้ ผ่านมุมมองของนักวิทย์และบรรดาเพื่อนพ้องนัก (ช่วย) คิด

ถึงตอนนี้ COVID-19 ส่งผลกระทบทางลบอะไรบ้าง คงเห็นกันชัดเจนแล้ว นับเป็นวิกฤติครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว แต่ในวิกฤติร้ายแรงนี้ ยังมีปรากฏการณ์ใหญ่น้อยหลายอย่างที่อาจมองว่าเป็นแง่บวกได้ ผมจึงขอบันทึกเอาไว้สักหน่อย เพราะว่าเหตุการณ์เชิงบวกเหล่านี้แหละ ที่อาจช่วยให้เราฉุกคิดแล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปทำอะไรดีๆ ได้เช่นกัน

ตัวอย่างจำนวนมากในบทความนี้มาจากการสำรวจข้อคิดเห็นเพื่อนๆ ของผมใน facebook เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม ผมใช้คำถามว่า “จงแถลง “ข้อดี” แห่งการอุบัติของ COVID-19 ถ้าพอมีบ้าง” ปรากฏว่าเพื่อนๆ ตอบกันมามากเกินคาด

ก่อนอ่านต่อ คุณผู้อ่านอาจลองใช้เวลาสัก 30 วินาที คิดคำตอบของตัวเองก่อนครับ

การใช้ชีวิตประจำวันในบ้าน หลายคนบอกตรงกันว่า “คนอยู่กับเหย้า เฝ้ากับเรือน ลดการเดินทาง มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ประหยัด ไม่เสียเงินไปเที่ยว” หลายคนบอกว่า “หนังสือที่ซื้อตุนไว้แต่ไม่มีเวลาอ่าน ก็ได้อ่านช่วงนี้ล่ะค่ะ” และเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “มีเวลานั่งอ่านหนังสือของ อ.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่มีอยู่หลายเล่มซะที 555” (อันนี้ดีมากๆ ครับ อิอิ)

เพื่อนผมที่ ‘กักตัวเอง’ 14 วัน เนื่องจากต้องติดต่อธุรกิจกับคนต่างชาติ คนหนึ่งบอกว่า “อาหารทำกินเองไม่อร่อยแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพกว่ามากๆ” อีกคนบอกว่า “น้ำหนักลดตอนกักตัวค่ะ” และอีกคนที่เป็นกัปตันบอกว่า “ได้ลองมาม่าไวไวครบทุกรสเลยครับ”

เพื่อนคนหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นอินโทรเวิร์ตบอกว่า “เหมาะสำหรับคนที่โลกส่วนตัวสูงค่ะ เพราะ สธ. แถลงว่า ล้างมือ กินร้อน ช้อนตรู แยกกันเราอยู่ รวมกันเป็นหมู่ค่ะ” ประเด็นเรื่องอินโทรเวิร์ต (introvert) vs เอ็กซ์โทรเวิร์ต (extrovert) นี่อย่าทำเล่นไปเชียว เพราะพวกฝรั่งอินโทรเวิร์ตเขาออกมาดีใจ พูดทำนองว่า “ในที่สุดก็ถึงเวลาของพวกเราแล้ว!” ส่วนพวกเอ็กซ์โทรเวิร์ต (extrovert) นี่บางคนแสดงความวุ่นวายใจออกมาก็มี

มีอยู่คนหนึ่งบอกว่า “ได้กวาดใบไม้รอบบ้านในรอบปี” ส่วนอีกคนพูดติดตลกว่า “แมวที่บ้านบอกว่ามีเวลาให้พวกมันมากขึ้น 555”

เมื่อออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ไม่ว่าจะทำงานหรือทำธุระ คนจะเห็นตรงกันว่ากรุงเทพนี่ “ถนนโล่ง ที่จอดรถหาง่าย รถไฟฟ้าว่าง” เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “แท๊กซี่เรียกง่ายๆ ไปทุกที่ เมื่อก่อนจอดรอแต่ทัวร์จีนจากรัชดาเรียกมาลาดพร้าว 71 ต้องโบกไม่ต่ำกว่า 5 คัน”

แถวตลาดจตุจักรซึ่งปกติคับแคบ เดินยาก แต่คราวนี้ “เดินง่ายขึ้นไม่มีคนมาเดินเบียดเลย” ส่วนร้านอาหารดังนั้น บางคนบอกว่า “ได้ทานของอร่อยโดยไม่ต้องรอคิว” และ “เมื่อวานได้ไปกินก๋วยจั๊บร้านนายเอ็กที่เยาวราชมา ในบรรยากาศร้านโล่งๆ ลูกค้าน้อยๆ ค่อยๆ กิน ในภาวะปกติจะมีคนเต็มร้าน ต้องยืนรอยืนคิว ลูกค้าเต็มโต๊ะ แน่นไปหมด แย่งกันยังกับแจกฟรี”

ส่วนสถานที่ยอดนิยมของชาวต่างชาติ เช่น วัดพระแก้ว ก็พบว่า “ทำให้ถ่ายรูปที่วัดพระแก้วฯ แบบนี้ได้ (หมายถึงโล่ง ไม่มีคนอื่นติดอยู่ในภาพ) ภาวะปกติ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเต็มไปหมด คุยกันเสียงดังตอนนี้เงียบกริบ”

ตอนออกนอกบ้าง เพื่อนคนหนึ่งพูดติดตลกว่า “ใส่หน้ากาก ไม่มีใครจำได้” เรื่องนี้จริง เพราะผมเองบางครั้งเห็นคนเดินตามมา ดูคุ้นๆ แต่ไม่กล้าทัก จนเข้ามาใกล้ๆ ถึงร้องอ๋อ เขายังบอกว่าสงสัยว่าทำไมหันมามอง 2 รอบ แต่ไม่ทัก 555

คนเรามีพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง ที่เห็นได้ชัดคือ ความตระหนักเรื่องสุขอนามัย ไปไหนๆ ก็จะมีคนใส่หน้ากากกันเยอะแยะ ทำให้ปัญหาที่เกิดจากการไอจามลดลงไป เลี่ยงการใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่อาจติดเชื้อ ส่วนเรื่องการล้างมือก็ทำกันมากขึ้น เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่จังหวัดพะเยาบอกว่า “พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารจะได้ตระหนักว่าถ้าใช้มือรับและทอนเงินแล้ว ไม่ควรใช้มือข้างเดียวกันนั้นหยิบหรือสัมผัสผักชีหรือส่วนประกอบของอาหารอื่นๆ ใส่ให้เราโดยไม่ใช้ช้อนหรือที่คีบค่ะ”

บางคนที่มีจริตไปในทางฝึกสติ ก็บอกว่า “ยกมือจะถูตา จมูก ใบหน้า ให้รู้สึกตัวค่ะ ฝึกสติบนความเคลื่อนไหวทางกาย กลัวก็รู้ กังวลก็รู้ รู้แล้วจบไป จบไปทีละขณะ” บางคนก็บอกว่า “รู้จักการมีสติต่อสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว และมีการฝึกฝนทุกกกกก…วัน 55” (คงหมายถึงต้องคอยกรองว่าอันไหนข่าวจริง อันไหนข่าวปลอม ปิด-ไม่ปิด อะไรทำนองนี้)

เรื่องสตินี่มีแง่มุมขำๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย เช่น “คนติดเชื้อ XXX คน เสียชีวิต X คน เสียสติ 30 ล้านคน” นี่ก็อาจทำให้ฉุกคิดว่าบางเรื่องมีอะไรที่เราทำล้นเกินไปบ้างไหม (เช่น นั่งกินข้าวคนเดียว แต่ใช้ช้อนกลาง อิอิ)

มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยภูมิใจนักหนา นั่นคือฝรั่งนำการไหว้ไปใช้ทักทาย คนไทยในต่างประเทศท่านหนึ่งบอกว่า “ทั่วโลกรู้จักการไหว้แบบไทยๆ แม้พระราชวงค์อังกฤษ อย่างเจ้าชายชาลส์ยังไหว้สวยเลยค่ะ” สิงคโปรก็มีอินโฟกราฟิกระบุชัดว่า Thai Wai แต่ประเด็นนี้ผมออกจะสงสัยว่าฝรั่งหลายคนน่าจะนึกถึงว่าเขากำลัง “นมัสเต (Namaste)” แบบอินเดียอยู่ก็เป็นได้ เช่น ข่าว Donald Trump greets Ireland PM Leo Varadkar with namaste, says India ahead of the curve

แต่อีกเรื่องหนึ่งนี่ผมว่าเราน่าจะภูมิใจกว่านั่นคือ การใช้สายชำระในห้องน้ำ ถ้าเห็นข่าวฝรั่งแย่งกันซื้อกระดาษทิชชู่กัน หลายคนอาจงงๆ ในตอนแรก แต่พอไม่นานมีข่าวว่าฝรั่งส่วนหนึ่งหันมาติดตั้งสายชำระแล้ว ก็คงถึงบางอ้อว่าที่แท้เรื่องนี้เราก้าวหน้ากว่าและมีสุขอนามัยดีกว่ามาก (อิอิ) ลองดูข่าว เช่น Chicago Tribune เรื่อง With toilet paper in short supply, Americans are snapping up water-spraying bidets เมือวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2020 ก็ได้ครับ

ด้านการศึกษา การเรียนออนไลน์ก็ถูกเร่งให้เร็วขึ้น เป็นรูปธรรมขึ้น ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูสักพักใหญ่

เรื่องหนึ่งซึ่งทุกคนลุ้นให้เกิดเร็วๆ คือ ยารักษา และวัคซีนป้องกัน COVID-19 นี่คือการเร่งการพัฒนาวิทยาการทางชีววิทยาและการแพทย์ เพิ่มองค์ความรู้การรักษาและการตรวจไวรัสอื่นๆ ในอนาคต

ด้านการทำงาน ประเด็น Work from Home ก็แพร่หลายมากขึ้นแล้ว ก็เช่นเดียวกัน คือต้องรอดูว่าสมรรถนะการผลิตผลงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อนผมคนหนึ่งที่กักตัวเอง 14 วันบอกว่า “จากการกักตัว เลยรู้ว่าจริงๆ เราสามารถลดเวลาในการประชุมได้เยอะเลย และเราใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและทำงานนอกสถานที่ได้เก่งขึ้น” คนต่างชาติบางคนเขียนใน Twitter ว่า “COVID-19 helping people realise that some meetings can be emails.” นั่นคือ ประชุมบางครั้งอาจใช้อีเมลแทนได้สบายๆ

ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนผมอยู่ใกล้สนามบินที่เชียงใหม่ บอกว่า “เครื่องบินไฟลท์ค่ำๆ หายไปแยะ เสียงเครื่องบินเหนือบ้านลดลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพหูดีขึ้นนิดนึงค่ะ :-D” อีกคนซึ่งอยู่ใกล้สนามบินอีกแห่งยืนยันตรงกันว่า “สงบอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ปกติบางซีซั่นสาหัสทีเดียว ถือเป็นช่วงคืนกำไรให้หูคนบ้านใกล้สนามบิน”

มองในภาพรวมการเดินทางที่ลดลง ย่อมทำให้มีการปลดปล่อยแก๊สต่างๆ ฝุ่นและละอองลอยลดลง ถ้าเป็นแก๊สเรือนกระจก ก็หมายถึงว่าช่วงเวลานี้อัตราการเกิดภาวะโลกร้อนย่อมเปลี่ยนไปด้วย (ต้องรอดูภาพรวมเมื่อคิดถึงกรณีที่คนเราใช้พลังงานจากฟอสซิลไปทำอย่างอื่นด้วย) ส่วนละอองลอย และฝุ่น โดยเฉพาะ PM2.5 ในบางพื้นที่ก็ลดลงด้วยเช่นกัน

ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ จีนและอิตาลี ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ปริมาณแก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยออกมาลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการศึกษาด้วยดาวเทียม (ภาพที่ 1 และ 2) แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงในกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้รถยนต์ การผลิตไฟฟ้า การเผาเชื้อเพลิงในโรงงาน ทั้งนี้แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ เพราะเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

พื้นที่หมดพอดี ไว้คราวหน้าจะมาชวนคิดชวนคุยประเด็นแง่บวกของ COVID-19 กันอีกครั้งครับ!

 

แหล่งข้อมูลแนะนำ

บทความ The #COVID-19 environmental factual effect over Italy: The nationwide lockdown leads to significant decline in nitrogen dioxide (NO2) emission ที่ https://www.severe-weather.eu/recent-events/covid19-significant-drop-nitrogen-dioxide-italy-mk/