ระเบียบโลกใหม่ ในยุคแห่งอาเพศ

March 28, 2020
by บัณรส บัวคลี่, คอลัมน์: สมรู้ ร่วมคิด 

เมื่อดาวดินฟ้าอาเพศ โรคร้ายและพิบัติภัยการกลายพันธุ์คือวิปริตศัตรูสำคัญของโลก มนุษยชาติต้องปรับตัวสู้กับวิปริตความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่จบแค่นี้

 

ในรอบ 30 ปีมานี่ เกิดมีโรคร้ายอุบัติใหม่หลายครั้ง นับตั้งแต่โรคเอดส์ (AIDs) โรคซารส์ (SARS) ไข้หวัดนก (Avian Influenza) มาจนถึง โควิด-19 ซึ่งล้วนแต่เป็นเชื้อโรคที่กลายพันธุ์ หรือพัฒนาตนเองให้มนุษย์ไล่ตามทั้งสิ้น

นับแต่อดีตกาลมนุษยชาติไม่เคยเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บได้เบ็ดเสร็จ เอาชนะโรคนี้ได้ โรคชนิดใหม่ก็โผล่ขึ้นอีก เจ้าไวรัสชนิดใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดนี่ก็เช่นกัน ต่อให้มนุษย์ไปไกลถึงขอบจักรวาล มีเทคโนโลยี 5G เชื่อมโลก เก่งกาจสารพัด แต่จนบัดนี้ก็ยังแค่พยายามถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสว่าตกลงมันหลุดมาจากห้องทดลองหรือเป็นการกลายพันธุ์แยบยลซับซ้อนกันแน่

ลองย้อนทบทวนความทรงจำของตัวเองกัน ตั้งแต่จำความได้เราเจอโรคอุบัติใหม่มากี่ครั้งแล้ว ความถี่ดังกล่าวน่ากลัวทีเดียวเมื่อเทียบกับโบราณ ในรอบหลายร้อยปีเรารู้จักแค่กาฬโรค ทรพิษ อหิวาตกโรค ไข้หวัดใหญ่(สเปน) ฯลฯ ไม่กี่ชนิด เหมือนวงรอบของโรคจะถี่กระชั้นขึ้นอย่างชัดเจน

ยุคสมัยของเราเป็นยุคของความผันผวนเปลี่ยนแปร ตั้งแต่บนฟ้าลงมาถึงห้วงมหาสมุทร นึกถึงเพลงยาวพยากรณ์ “ทั้งเดือนดาวดินฟ้าก็อาเพศ อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศานมหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาลเกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง”

ทัศนะของคนโบราณ โรคภัยไข้เจ็บระบาดใหญ่อย่างโรคห่า หรือฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดู เกิดไฟไหม้น้ำท่วมใหญ่ล้วนแต่เข้าข่ายเป็นอาเพศของบ้านเมือง 

ทัศนะดังกล่าวเป็นความคิดที่ถูกต้องเพราะที่สุดแล้วทั้งโรคภัยและสภาพวิปริตของภูมิอากาศก็คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ดังนั้นโรคอุบัติใหม่ กับ เอลนีโญ ลานินญา ระดับน้ำทะเลเพิ่มเร็ว และฝุ่นควันมลพิษท่วมฟ้า ล้วนแต่เป็นเรื่องบนรากเหง้าเดียวกัน

ในเมื่อดาวดินฟ้าอาเพศ โรคร้ายและพิบัติภัยการกลายพันธุ์คือวิปริตศัตรูสำคัญของโลกยุคหลังโลกาภิวัตน์ post globalisation era แน่นอนที่สุด มนุษยชาติก็ต้องปรับตัวสู้กับวิปริตความเปลี่ยนแปลงใหญ่ดังกล่าว

การปรับตัวของสิงคโปร์และอีกหลายๆ ชาติรับแนวโน้มน้ำทะเลท่วมสูง คือระเบียบใหม่ใช่หรือไม่?

ระเบียบใหม่ที่โลกต้องคิดคำนวณว่าน้ำทะเลจะท่วมขึ้นอีกเท่าใด กรุงจาการ์ต้าอยู่ไม่ได้แน่ ต้องย้ายไปก่อน ส่วนสิงคโปร์ก็วางแผนถมสนามบินสูง 5 เมตรจากระดับน้ำทะเล

แนวโน้มของการออกแบบสถาปัตยกรรมในยุคที่มนุษย์ทำลายธรรมชาติ ก็คือ การพยายามเอาสีเขียวและธรรมชาติมาเติมใส่ แต่นี่ยังไม่พอ เพราะสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเลวร้ายรุนแรงขึ้น การออกแบบบ้านเรือนให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เปิดรับแสงแดด รับลม ฯลฯ คงไม่เพียงพอแล้ว ตัวอย่างเช่น บ้านเรือนรับลมแบบดังกล่าวในภาคเหนือไม่สามารถป้องกันมลพิษฝุ่นควัน PM 2.5 ได้ ฝุ่นละเอียดสามารถลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ช่องลม ต้องอุดช่องและติดเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ จึงจะเอาอยู่

ไปๆ มาๆ เครื่องฟอกอากาศกำลังจะเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับทุกบ้านเรือนในยุคสมัยนี้ไปแล้ว อย่างน้อยก็ในกทม. ในภาคเหนือ และเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด

นี่ก็เป็นหนึ่งในระเบียบใหม่หรือไม่?

ปีนี้ภาคเหนือมีไฟไหม้ใหญ่หลายจุด สถิติการเกิดไฟสูงกว่าปีที่ผ่านๆ มา อย่างเช่นไฟไหม้ดอยสุเทพตลอดหลายวันมานี้ขนาดที่เจ้าหน้าที่ระดมกันมามากมายเอาไม่อยู่ อดนึกถึงไฟไหม้ใหญ่ที่ลอสแอนเจลิส และที่ออสเตรเลีย อย่าประมาทโลกยุคที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงใหญ่ไม่สามารถใช้ความเคยชินและความรับรู้เดิมๆ รับมือได้อีกต่อไป ชุดเสือไฟ เหยี่ยวไฟที่เคย “เอาอยู่” พิสูจน์แล้วว่าเอาไม่อยู่ รัฐต้องรีบพิจารณายกระดับความสามารถของระบบการดับไฟสาธารณะใหม่ได้แล้ว ให้เท่าทันยุคสมัยแห่งวิปริตเดือนดาวดินฟ้าอาเพศ

โควิด-19 แพร่ไปทั่วโลกแล้ว และกำลังก่อให้เกิดระเบียบใหม่ของโลกขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ปกติแล้วหน้ากากอนามัยไม่ใช่เป็นเครื่องแต่งกายของมนุษยชาติหรอก อาจเป็นแค่บางวัฒนธรรมเช่น ญี่ปุ่น เชื่อว่านี่กำลังเป็นจุดเริ่มที่หน้ากากอนามัยจะส่วนหนึ่งของอุปกรณ์เครื่องแต่งกายมนุษยชาติยุคศตวรรษ 21 เช่นเดียวกับที่หมวกเคยเป็นของที่ขาดไม่ได้เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 

หลังจากนี้การสวมหน้ากากในที่สาธารณะจะด้วยเหตุอะไรก็ตามจะกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไป รวมไปถึงการติดตั้งเจลล้างมือตามที่สาธารณะ ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานแบบเดียวกับศาลาหรือม้านั่งพักร้อน

มนุษย์ยุคเราท่านไม่เคยเจอการสั่งปิดเมืองเพื่อสู้กับโรคร้าย มาเห็นครั้งแรกที่อู่ฮั่นและต่อมาก็อีกหลายเมือง จนกระทั่งหลายประเทศกำลังปิดประเทศตัวเอง การหยุดกิจกรรมของเมืองที่แท้ก็คือการปิดเมือง เพราะเมืองก็คือแหล่งรวมของกิจกรรมมนุษย์ สังเกตไหมว่าโลกทั้งใบกำลังถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยชิน!

วิปริตอาเพศนำมาสู่การบังคับให้เกิดระเบียบใหม่ๆ หรือต้องคิดทำอะไรที่ไม่ได้เตรียมรับมาก่อน

ที่ชัดเจนที่สุดประเทศไทยเราเพิ่งจะมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แทนที่ใช้อำนาจตามพรบ.โรคระบาด 2558 ที่ใช้ในขั้นต้น นั่นเพราะว่าสถานการณ์และผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มันใหญ่เกินพรบ.โรคระบาด จะเอาอยู่ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนี้เพิ่งประกาศใช้เมื่อ 2558 ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

ไม่เพียงเท่านั้น พรก.ฉุกเฉินฯ เองก็ไม่ใช่กฎหมายที่ออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดใหญ่โดยตรง พรก.นี้มีไว้สำหรับสถานการณ์ความมั่นคงอื่น ดูได้จากองค์กรประกอบตำแหน่งผู้รับผิดชอบหลักตามกฎหมายกำหนดไม่มีหน่วยงานด้านสาธารณสุขเลย แต่ก็ต้อง “ประยุกต์ปรับใช้” เอาตามหน้างานเพราะรัฐต้องการ “อำนาจ” บริหารจัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ จึงเป็นที่มาของการโอนอำนาจตาม พรบ.ต่างๆ 40 ฉบับให้กับ นรม. ใช้สั่งการแทนรัฐมนตรี

การใช้พรก.ฉุกเฉินฯ ในมิติของโรคระบาดใหญ่ก็ถือว่าเป็นระเบียบแบบแผนใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดมีขึ้นนะครับ!

สังเกตไหมว่า โครงสร้างระบบราชการแบบเดิมๆ การรวมศูนย์อำนาจให้กระทรวง-กรมแบบแท่ง ที่ไทยเราใช้มายาวนานกว่า 100 ปี รับมือวิกฤตอาเพศใหญ่เกิดใหม่ระดับโลกไม่ได้

ระเบียบโครงสร้างรัฐรวมศูนย์แท่งใครอาณาจักรมันแบบเดิมๆ รับมือโควิด-19 ไม่ได้ 

(และก็รับมือสถานการณ์ใหม่ๆ ของโลกไม่ได้ เช่น การแข่งขันของโลกการค้าไร้พรมแดนก็ด้วย นั่นเป็นที่มาทำให้เกิด กฎหมาย EEC เกิดโครงสร้างการบริหารพื้นที่รูปแบบใหม่แทนกรมและจังหวัดอำเภอในพื้นที่สามจังหวัดตะวันออก - ยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อบทความมาเติมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น)

เรากำลังถูกโลกเปลี่ยนให้เคยชินกับสภาพการณ์ใหม่ๆ มาเป็นลำดับ ยางพาราเคยปลูกปักษ์ใต้ก็มีเต็มเหนืออีสานขึ้นไปถึงลาวพม่าและเมืองจีน เงาะอร่อยไม่ได้อยู่ที่บ้านนาสารหรือจันทบุรีเท่านั้น ที่เชียงดาว แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ปลูกเงาะอร่อยได้แล้ว ความเปลี่ยนแปลงของพืชเมืองร้อนที่ว่ามากับโลกร้อนขึ้นใช่หรือไม่?

การเปลี่ยนแปลงวิปริตอาเพศของโลก บังคับให้มนุษย์เกิดมีระเบียบใหม่..จงยอมรับมัน!