โลกยุคหลัง 'โควิด-19'

April 5, 2020
by นำชัย ชีววิวรรธน์, คอลัมน์: สมรู้ | ร่วมคิด

มองไปข้างหน้า เมื่อมนุษย์ต้องอยู่กับ ‘โรค’ โควิด-19 อีกนาน ...‘โลก’ จะเปลี่ยนไปอย่างไร และชาวโลกได้เรียนรู้อะไรบ้าง

 

ถึงวันนี้ นักคิด ปัญญาชน และคนในรัฐบาลที่ต้องรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก มองข้ามช็อต เรื่องการรับมือเฉพาะหน้า ไปยังสิ่งที่จะเกิดตามมาหลังจากนี้กันแล้ว

 

อะไรจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้?

ความเห็นจากนักระบาดวิทยาส่วนใหญ่ก็คือ หากเรายื้อการติดเชื้อให้เป็น 10-12 เดือน แทนจะติดต่อกันอย่างรวดเร็วในเดือนเดียว จะมีความแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลเรื่องจำนวนผู้ป่วยอาการหนัก จำนวนคนที่จะต้องไปโรงพยาบาล และคนที่ต้องเสียงชีวิต

ในช่วงเวลาที่ยืดยาวออกนั้น เราก็อาจจะได้วัคซีนหรือยาที่จำเพาะกับโควิด-19 ออกมา เพราะการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยกับผู้ป่วยจริงๆ จะต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอนกินเวลาอย่างน้อยก็เป็นปี

ระหว่างนั้นใครอยู่ในพื้นที่เขตร้อนก็อาจจะได้เปรียบหน่อย เพราะโคโรนาไวรัสเป็นไวรัสที่ชอบอากาศเย็น หากเจอกับอากาศร้อนและชื้น (อย่างในประเทศไทย) ก็จะแพร่กระจายได้ไม่ดีเท่ากับอากาศแบบเย็นและแห้งในกลุ่มประเทศเขตอบอุ่นหรือแถบหนาวเย็น

จากนั้น โควิด-19 ก็อาจจะระบาดไปทั่วจนกลายไปเป็น “โรคประจำถิ่น” ที่กลับมาติดคนได้เป็นระยะๆ แบบเดียวกับโรคหวัดทั่วไปที่มีไวรัสเป็นต้นเหตุเช่นกัน แม้จะคนละชนิดกับที่ก่อโรคโควิด-19 ก็ตาม

แน่นอนว่าเป็นเรื่องคาดหมายได้ว่า กว่าโรคนี้จะสงบลง คงก่อให้เกิดผลกระทบทางการแพทย์และทางเศรษฐกิจอย่างมากมายมหาศาล โดยคาดหมายกันว่าโครงสร้างเศรษฐกิจหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างกู่ไม่กลับ ผู้คนที่ต้องโดนกักตัวอยู่แต่ในบ้าน อาจจะเริ่มชินกับการสั่งของออนไลน์ ทั้งของกิน ของใช้ สายการบินจะปรับตัวครั้งใหญ่ โรงแรมอาจเริ่มคิดถึงการไม่พึ่งพาแต่ลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลักอีกต่อไป

จากความกลัวเรื่องโรคระบาดที่อาจติดไปกับอะไรก็ได้ที่ใช้มือหยิบจับ การจับจ่ายทุกอย่างผ่านแอพพลิชันจ่ายเงินหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) อาจจะสะดวกกว่า ปลอดภัยกว่า และแพร่หลายจนอาจกลายเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติ ไปจนถึงกลายเป็น “ความปกติแบบใหม่ (new normal)” ของสังคมต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศที่มีระบบอินเทอร์เน็ตที่พร้อม และคนเชื่อมต่อกันอยู่มากแล้วตั้งแต่ก่อนหน้าการระบาดของโรคนี้

ขณะที่คนส่วนใหญ่ในเมืองอาจจะต้องพึ่งพา “ระบบ” และเข้าสู่กริด (grid) ทั้งกริดไฟฟ้าและกริดอินเทอร์เน็ต ต้องพึ่งพาไฟฟ้าไปทุกกิจกรรมของชีวิต ตั้งแต่การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร ไปจนถึงการดูดฝุ่นและซักเสื้อผ้า ผู้คนอีกส่วนหนึ่งอาจจะเลือกออกจากกริดพวกนี้ กลับไปใช้ชีวิตที่พึ่งพาการทำอยู่ทำกิน โดยทรัพยากรรอบตัวที่ยังพอ “ควบคุมได้” ถึงตอนนั้นโครงสร้างโลกขณะนี้ที่กลายเป็นสังคมเมือง เพราะคนส่วนใหญ่ในโลก (มากกว่า 4,000 ล้านคน) เข้ามาอยู่อาศัยในเมือง ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน

สำหรับเศรษฐกิจมหภาคและระดับโลกก็อาจมีดิสรัปชัน (disruption) ครั้งใหญ่เช่นกัน รูปแบบซัพพลายเชน (supply chain) ที่อาศัยวัตถุดิบจากประเทศหนึ่ง รวบรวมส่งไปผลิตชิ้นเป็นส่วนต่างๆ ในอีกประเทศหนึ่ง ก่อนนำไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง ตามแต่ความถูกของค่าแรงขั้นต่ำในประเทศนั้น หรือความพร้อมทางด้านเครื่องจักรของประเทศนั้น ก่อให้เกิดการส่งข้าวของผ่านไปมาทั้งโลก ก็อาจต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน

ประเทศขนาดใหญ่ที่อาจหาวัตถุดิบส่วนใหญ่หรือแม้แต่ทั้งหมดได้เองในประเทศ อาจจะเริ่มคิดวางแผนซัปพลายเชนใหม่ เพราะเห็นแล้วผลกระทบจากการปิดเมืองที่อีกซีกโลก เช่น ปิดเมืองอู่ฮั่น ที่เป็นเมืองหลักเมืองหนึ่งในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสารกึ่งตัวนำ ทำให้เกิดการชะงักงันด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของโลกได้

ถือเป็นเรื่องที่ตอกย้ำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในตอนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ที่ทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดดิสก์ขาดแคลนไปทั่วโลก และราคากระโดดขึ้นไปมากหลังจากนั้น เพราะประเทศไทยมีโรงงานหลักขนาดใหญ่ และเป็นผู้ส่งออกอุปกรณ์ดังกล่าวอันดับต้นของโลก

เศรษฐกิจทางฝั่งเอเชียที่ฟื้นตัวได้ก่อน เพราะเกิดการระบาดก่อนและรับมือได้ดีกว่า (มีการติดเชื้อน้อยกว่าและมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่า ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 ในจีน ไม่ใช่เจ้าของตำแหน่งที่ 1 ในโลกอีกแล้ว) ขณะที่สถานการณ์ทางฟากยุโรปและสหรัฐอเมริกายังประเมินไม่ได้แน่นอนนักว่า จะสามารถกลับมาตั้งหลักได้จริงจังอีกครั้งเมื่อใด

ถึงตอนนั้นจีนก็อาจแซงหน้าสหรัฐ และผงาดขึ้นเป็นเจ้าเศรษฐกิจโลก ได้เร็วกว่าที่เคยประเมินกันก่อนหน้านี้ และอำนาจทางเศรษฐกิจก็ย่อมนำมาซึ่ง “เสียงที่ดัง” และอำนาจทางการเมืองระดับโลกด้วยเช่นกัน

เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดว่า โควิด-19 จะทำให้เกิดขึ้นก็คือ การแสดงให้เห็นว่าเราสามารถหยุดการทำลายโลกหรืออย่างน้อยก็ชะลอลงได้อย่างรวดเร็ว หากจะได้ทำอย่างจริงจัง อากาศเสียจากปริมาณฝุ่น PM2.5 และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นที่กำลังร่วมกันทำให้เกิดภาวะโลกร้อน หยุดลงอย่างปุบปับหลังการปิดเมืองหลายเมืองของจีน เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอย่างยิ่ง จนไม่อาจปฏิเสธได้

แต่หลังจากนี้ เรื่องนี้จะสอนบทเรียนอะไรให้กับชาวโลกหรือไม่ เราคงต้องติดตามชมกันต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากระหว่างการระบาดของโควิด-19 ได้แก่ การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการรับมือโรคนี้ อุปกรณ์ติดตามตัวหรือแอพฯในมือถือช่วยให้ข้อมูล ติดตามอาการ และรายงานความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้คนในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนรับมืออย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจนำไปสู่ “บิ๊กบราเธอร์” รายใหม่ได้

ความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ การบริจาคเงินและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างหน้ากากอนามัย และชุดป้องกันการเชื้อของแพทย์และบุคลากรการแพทย์ จากมูลนิธิของอภิมหาเศรษฐีอย่าง บิล เกตส์ และภรรยา, แจ็ก หม่า และอีกหลายๆ คน ย่อมทำให้รู้สึกได้ว่า โลกนี้ยังมีความหวัง และคนที่มั่งมีก็ใช่ว่าจะหิวเงินตลอดเวลา 

แต่ลึกที่สุดที่โควิด-19 อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเราได้ ก็คงเป็นเรื่องของจิตใจของเรา ในวันเวลาแห่งความหวาดกลัว สับสน กังวลใจ เราทุกคนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ใครหรืออะไรกันแน่ที่สำคัญกับชีวิตของเรา เราเริ่มสำรวจตนเองกันอย่างจริงจังมากขึ้นในเรื่องดังกล่าวนี้

อันเป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายจำนวนมาก กล่าวขอบคุณโรคดังกล่าวว่า ที่ทำให้ตนค้นพบสิ่งที่ควรรู้ก่อนต้องตายไปจากโลกนี้!