5 ประเทศที่จะฟื้นตัวก่อนจากวิกฤติ ‘โควิด-19’

April 7, 2020
by ทัศนีย์ สาลีโภชน์

เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ประเทศไหนจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด แล้วด้วยปัจจัยอะไรกันบ้าง ตามไปดูผู้เชี่ยวชาญจัดอันดับ 5 ประเทศที่จะฟื้นจากวิกฤติ 'COVID-19' ก่อนประเทศอื่นในโลกกัน

หลังจากที่โลกเผชิญกับวิกฤติไวรัส ‘COVID-19’ กันมาเป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน ตอนนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญเริ่มหันมาประเมินกันแล้วว่าเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันหาทางควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ประเทศไหนน่าจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด

 

บีบีซีได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาโดยระบุว่า อันดับ 5 ประเทศที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้ดีที่สุดนี้จัดทำขึ้นโดยอ้างอิงมาจาก ‘ดัชนีความยืดหยุ่นโลก 2019’ (2019 Global Resilience Index) ที่บริษัทประกัน FM Global จัดทำขึ้น

 

บริษัทประกันแห่งนี้ได้จัดอันดับ ‘ความยืดหยุ่นของสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ’ ใน 130 ประเทศทั่วโลก โดยอ้างอิงมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความมีเสถียรภาพทางการเมือง (political stability) ธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ (corporate governance) ความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อม (risk environment) ระบบการจัดส่งซัพพลายเชน (supply chain logistics) และความโปร่งใส (transparency)

 

แล้วเมื่อนำอันดับเหล่านี้มาจับคู่เข้ากับการจัดการไวรัสของแต่ละประเทศ ทางผู้เชี่ยวชาญก็จะได้รายชื่อประเทศที่มีความเป็นไปได้ว่าจะฟื้นตัวจากวิกฤติโรคระบาดเร็วที่สุดขึ้นมา

 

สำหรับในเรื่องของการตอบรับและจัดการสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 นั้น บีบีซีระบุว่าได้มีการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นด้วย

 

  • เดนมาร์ก

 

000_1PW0R1

คิวรถยาวเหยียดรอข้ามพรมแดนเดนมาร์ก-เยอรมนี หลังรัฐบาลเดนมาร์กประกาศปิดพรมแดนในช่วงหลังเที่ยงวันที่ 14 มีนาคม

Credit: AFP

 

เดนมาร์กได้อันดับ 2 ใน ‘ดัชนีความยืดหยุ่นโลก 2019’ โดยประเทศแถบนอร์ดิกแห่งนี้มีคะแนนที่ค่อนข้างสูงเรื่องระบบการจัดส่งซัพพลายเชน และการคอรัปชั่นภายในรัฐบาลที่ต่ำ

 

นอกจากนี้ รัฐบาลเดนมาร์กยังมีการตอบรับอย่างรวดเร็วในการออกมาตรการ social distancing หลังเกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่า โดยประกาศปิดโรงเรียนและธุรกิจเอกชนที่ไม่จำเป็นตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม และปิดพรมแดนไม่รับชาวต่างชาติเข้าประเทศในวันที่ 14 มีนาคม ทั้งที่ตอนนั้นประเทศเดนมาร์กยังมีเคสคนติดเชื้อค่อนข้างน้อย

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ ประชาชนในประเทศก็มีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อสุขอนามัยของส่วนรวม

 

Rasmus Aarup Christiansen หุ้นส่วนบริษัททัวร์ในโคเปนเฮเกนที่ชื่อ Pissup Tours บอกกับบีบีซีว่า การที่คนแดนิชมีวัฒนธรรมไว้วางใจในรัฐบาล และเต็มใจต่อสู้ไปด้วยกันเพื่อส่วนรวม ทำให้เรื่องนี้ส่งผลให้มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลออกมามีผลเป็นอย่างมาก โดยคำว่า ‘samfundssind’ (ซึ่งแปลว่า ‘หน้าที่พลเมือง’) นั้นกลายเป็นคำยอดฮิตในประเทศเดนมาร์กทั้งตามสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย

ไม่มีใครอยากถูกตราหน้าว่ามีส่วนรับผิดชอบให้ชีวิตของผู้สูงอายุต้องตกอยู่ในความเสี่ยงเพราะการไม่ยอมละทิ้งชีวิตที่หรูหราสะดวกสบายของพวกเขาหรอกครับ”

 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลเดนมาร์กที่ประกาศมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคมนั้น ครอบคลุมเรื่องเงินเดือนของลูกจ้างประเภทต่าง ๆ ด้วย อาทิ จ่ายเงิน 90 เปอร์เซ็นต์ของค่าแรงคนงานรายชั่วโมง และ 75% ของพนักงานประจำที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ จนถูกยกย่องให้เป็น 'แบบอย่าง' ของประเทศอื่นทั่วโลกในการดำเนินนโยบาย ‘แช่แข็ง’ เศรษฐกิจเอาไว้ก่อนจนกว่าพายุจะเบาลง

 

ทว่า โมเดลนี้ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะมากถึง 13 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศเดนมาร์กกันเลยทีเดียว

 

  • สิงคโปร์

ประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียนของเราประเทศนี้ได้คะแนนสูงเรื่องเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงทางการเมืองที่ต่ำ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง และอัตราการคอรัปชั่นต่ำ ทำให้ครองอันดับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจอยู่ที่อันดับ 21 ของโลก

 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนอัตราการติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตที่ต่ำมากที่สุดประเทศหนึ่ง

 

Constance Tan ชาวสิงคโปร์ที่ทำงานให้แพลทฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลชื่อ Konigle พูดถึงประเทศของตัวเองเอาไว้ว่า

“เรามีความไว้วางใจในรัฐบาลของเราสูงมาก ซึ่งมีความโปร่งใสค่อนข้างมากในทุกย่างก้าวที่ทำลงไปเพื่อแก้ไขวิกฤติ กล่าวโดยรวมก็คือ หากรัฐบาลประกาศอะไรออกมาพวกเราก็พร้อมปฏิบัติตาม แล้วเมื่อเราทำงานไปด้วยกัน เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความไม่สงบทางสังคม เรื่องมีคนตายบนท้องถนนหรือความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”

 

  • สหรัฐอเมริกา

เพื่อให้สามารถสะท้อนภาพความเป็นจริงของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีพื้นที่กว้างขวางเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ดัชนีตัวนี้ได้แบ่งแยกออกเป็น 3 ภูมิภาคคือ ฝั่งตะวันตก ตอนกลาง และฝั่งตะวันออก ทว่า โดยภาพรวมแล้ว สหรัฐได้คะแนนค่อนข้างดีคืออยู่อันดับ 9 ส่วนในเรื่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ (อันดับ 11) และซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง (อันดับ 22)

 

การหาวิธีการควบคุมไวรัสในแถบหัวเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กถือเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลสหรัฐมาก ขณะที่อัตราการว่างงานก็ดิ่งแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว สาเหตุสำคัญมาจากคำสั่งปิดรัฐต่าง ๆ กว่าครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ แล้วกระทบร้านอาหาร พนักงานค้าปลีก และบริษัทอื่น ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่

 

แต่ยังดีที่รัฐบาลสหรัฐรีบออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงแผนการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ในที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีขึ้น แล้วก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเร็วขึ้นตามมา

 

สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง โกลด์แมน แซคส์ และ มอร์แกน สแตนเลย์ คาดการณ์เอาไว้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยเป็นรูปตัววี (V-shaped recession) แต่ในขณะเดียวกันก็จะฟื้นตัวเป็นรูปตัววีเช่นกัน (V-shaped recovery) โดยสิ่งนี้จะมาพร้อมกับผลกระทบในแง่ลบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ขณะเดียวกันก็จะฟื้นตัวค่อนข้างรวดเร็วในไตรมาสท้าย ๆ ของปีนี้

 

ส่วนบริษัทที่ปรึกษาอย่าง McKinsey มองว่าการจะฟื้นตัวได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการประกาศใช้มาตรการด้านสาธารณสุขต่าง ๆ อย่างการ ล็อกดาวน์ เก็บตัวอยู่แต่ในที่พักของประชาชน รวมไปถึงมาตรการแทรกแซงต่าง ๆ ของรัฐบาลอย่างการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

Eric Sims ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Notre Dame กล่าวว่า “ถ้าจะพูดโดยภาพรวม เศรษฐกิจสหรัฐนั้นอยู่ในสถานะที่ดีกว่าอีกหลายประเทศในโลก ในเรื่องของการฟื้นตัวจากภาวะช็อกครั้งใหญ่ ประกอบกับจำนวนประชากรโดยเฉลี่ยแล้วก็มีอายุน้อยกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก แล้วข้อจำกัดในตลาดแรงงานก็ไม่เข้มงวดเท่า ส่งผลให้มีการจัดสรรและจัดการเรื่องแรงงานได้สะดวกกว่า

 

นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางอังกฤษยังมีที่ทางมากกว่าแบงก์ชาติของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก อาทิ อีซีบี หรือ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน”

 

บีบีซีกล่าวว่าอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยการฟื้นตัวของสหรัฐคือการที่รัฐบาลกลางเสนอให้แบ่งประเทศออกเป็นที่ได้รับผลกระทบหนัก และไม่หนัก แล้วอนุญาตให้ส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบหนักดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัว

 

ผมว่าท้ายที่สุดแล้วมาตรการเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างสภาวการณ์ที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นมา” Peter C Earle นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจอเมริกัน (American Institute for Economic Research) กล่าว “เราต้องการเงิน สินค้า บริการ แรงงาน และไอเดียต่าง ๆ ที่ไหลอย่างราบรื่นและเสรีได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วไม่ได้เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในระดับสากลด้วย”

 

  • รวันดา

 

000_1PY0MJ

เด็กนักเรียนในรวันดาล้างมือกันก่อนกลับบ้าน

Credit: AFP

 

บทความของบีบีซีชิ้นนี้ระบุว่าสาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลประเทศยากจนอย่างรวันดาจะสามารถรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ได้ดีกว่าประเทศที่ร่ำรวยนั้นมาจากการมีธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

 

โดยอันดับของรวันดาในดัชนีชี้วัดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นกระโดดขึ้นพรวดพราดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยขึ้นมาถึง 35 จุด มาอยู่อันดับที่ 77 ของโลก (สูงสุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศแอฟริกาด้วยกัน)

 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รวันดานั้นมีประสบการณ์มาก่อน และเคยฟื้นตัวได้ดีจากวิกฤติโรคระบาดที่คล้ายคลึงกันนี้ อย่างการควบคุมไวรัสอีโบลาที่เกิดการระบาดในประเทศคองโกเพื่อนบ้านเมื่อปี 2019 ไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศของตัวเองได้เป็นอย่างดี

 

โดยในครั้งนั้น รวันดามีนโยบายด้านการสาธารณสุขที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งประเทศ มีการขนส่งอุปกรณ์เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ทางโดรน มีการตรวจวัดอุณหภูมิตามจุดผ่านแดนต่าง ๆ จึงทำให้รวันดาติดอาวุธพร้อมที่จะรักษาเสถียรภาพของตัวเองเอาไว้ได้ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่เผชิญวิกฤติไวรัสอีโบลาในครั้งนั้น

 

Garnett Achieng ผู้ดูแลดิจิทัลคอนเทนต์ให้กับบริษัท Baobab Consulting และยังเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย African Leadership University อยู่ด้วยสะท้อนภาพให้เห็นว่าสาเหตุที่เธอ ซึ่งเป็นคนเคนยายังอาศัยอยู่ในเมือง Kigali ของรวันดาต่อไปเอาไว้ดังนี้

 

นักศึกษาต่างชาติแบบฉันอีกเป็นจำนวนมากยังอยู่ที่นี่ต่อก็เพราะว่าเราเชื่อมั่นในรัฐบาลรวันดาว่าจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าในประเทศบ้านเกิดของพวกเรา ในหมู่นักศึกษาต่างชาติแอฟริกันแล้ว ความวิตกกังวลเดียวที่พวกเรามีคือการที่รู้ว่าครอบครัวของพวกเราที่บ้านเกิดไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา”

 

ทั้งนี้ รวันดาเป็นประเทศแรกในแถบซับซาฮาราที่ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ โดยมีการจัดส่งอาหารให้กับคนที่เดือดร้อนถึงบ้านกันฟรี ๆ ส่วนการท่องเที่ยวนั้นคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักสุดเพราะรวันดาเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการจัดประชุมและนิทรรศการต่าง ๆ แต่ Achieng มองว่าหากประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อย ก็จะทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าประเทศอื่น

 

  • นิวซีแลนด์

 

000_1Q69FB

ชาวนิวซีแลนด์รอรถประจำทางแบบนี้ระยะห่าง

Credit: AFP

 

นิวซีแลนด์มีอันดับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจอยู่ที่อันดับ 12 ของโลก โดยได้คะแนนสูงในเรื่องธรรมาภิบาลการทำธุรกิจ และระบบการขนส่งซัพพลายเชน

 

นอกจากนี้ นิวซีแลนด์ยังควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรวดเร็วด้วยการสั่งปิดพรมแดน ไม่ให้คนต่างชาติเข้าประเทศในวันที่ 19 มีนาคม ตามมาด้วยการสั่งปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็นในวันที่ 25 มีนาคม

 

เนื่องจากเป็นประเทศเกาะ มันเลยง่ายที่จะควบคุมจุดผ่านแดนต่าง ๆ ของเรา ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการแพร่เชื้อ ดังนั้น การปิดพรมแดนจึงเกิดผลจริงจัง” Shamubeel Eaqub นักเศรษฐศาสตร์ประจำบริษัทที่ปรึกษา Sense Partners ในเมืองโอ๊คแลนด์ สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในนิวซีแลนด์ให้ฟัง

 

เมื่อเทียบกับประเทศอื่น การตอบรับของนิวซีแลนด์ถือว่ากล้าหาญและเด็ดเดี่ยว” Shamubeel Eaqub กล่าวเสริม ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศใช้ก็กำลังออกดอกออกผลให้เห็น โดยหนังสือพิมพ์ Guardianรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาบางส่วนมองว่า นิวซีแลนด์มีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังอยู่ในสภาพปรกติท่ามกลางวิกฤติไวรัสโคโรน่า 2019 ขณะนี้ แล้วก็จะสามารถปิดจ็อบ ไม่มีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นหากยังบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ อย่างเข้มงวดต่อไป

 

ส่วนเรื่องที่ประเทศนิวซีแลนด์มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการส่งออกเป็นปัจจัยหลักของเศรษฐกิจนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าถึงแม้จะต้องดิ้นรนอย่างหนักในระยะใกล้นี้อยู่บ้าง แต่ก็มีข้อดีเช่นกัน นั่นคือการให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัวจากการท่องเที่ยว

 

ตอนนี้เราก็เริ่มพูดคุยกันแล้วถึงผลกระทบจากพวกนักตั้งแคมป์ และแบ็คแพคเกอร์ที่มีต่อสภาพแวดล้อม แล้วสถานการณ์ตอนนี้ทำให้เราได้มีเวลามาชั่งน้ำหนักดูว่าอะไรคือสิ่งสำคัญกว่ากัน” Ron Bull ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาหลักสูตรของ Otago Polytechnic ในเมือง Dunedin กล่าว

 

กล่าวโดยรวม นิวซีแลนด์มีสถานะที่ดีในการฟื้นตัวอย่างมั่นคง, หนี้สินของรัฐอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับมีความสามารถในการคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำได้

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือนิวซีแลนด์ยังคงเป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นค่อนข้างสูง สิ่งนี้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งต่อการฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่มาหลายชั่วคนแล้ว” Eaqub กล่าว