ปทุมธานีโมเดล ต้นแบบศูนย์ ‘กักตัว’ ตัดวงจรโควิด-19

April 26, 2020

ถึงโควิด-19 จะเป็นโรคที่เท่าเทียม แต่การกักตัวจากโรคนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำ ทำให้เกิดศูนย์กักตัว ปทุมธานี เพื่อมาบรรเทาปัญหานี้

การกักตัวของผู้เฝ้าสังเกตอาการโควิด-19 เป็นระยะเวลา 14 วัน เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อระดับครอบครัว ชุมชนและสังคมวงกว้าง อย่างไรก็ตาม มาตรการการกักตัวของผู้เฝ้าสังเกตอาการ 14 วัน ยังเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการกักตัวให้ห่างจากครอบครัว

ศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยก ตัดวงจรโควิด-19 (Isolation Facility) ที่ จ.ปทุมธานี จึงถูกตั้งขึ้นจากระดมความคิดของคนในหลายสาขาอาชีพ ทั้ง แพทย์ พยาบาล นักเศรษฐศาสตร์ นักปกครอง วิศวกร สถาปนิก ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จับมือเครือข่ายด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) และภาคประชาสังคม ชูยุทธศาสตร์ต้นน้ำ คือ ศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยก ตัดวงจรโควิด-19 เพื่อแยกประชาชนที่เป็นกลุ่มอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง โควิด-19 แต่ไม่มีสถานที่กักตัวที่ดีพอ ให้มีที่พักแยกจากครอบครัวและชุมชน ลดความเสี่ยงของชุมชนที่จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ได้ด้วย

ดังที่ปรากฏในข่าวกรณีคนขับแท็กซี่รายหนึ่งมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้โดยสาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดเชื้อจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ ทำให้คนขับแท็กซี่รายนี้กลายเป็นผู้เข้าเกณฑ์ต้องเฝ้าสังเกตอาการ หรือที่เรียกว่า PUI (patient Under Investigation-PUI) เขาจึงพยายามกักตัวเองตามมาตรการของรัฐ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ภรรยา บุตร และแม่ยายวัย 70 ปี ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เพราะที่พักอาศัยไม่เอื้อต่อการกักตัวอยู่คนเดียว เขาจึงตัดสินใจกู้เงินมา 1,500 บาท เพื่อไปเช่าห้องพักในโรงแรมเล็กๆ คืนละ 350 บาท แต่ก็อยู่ได้เพียง 5 วัน โดยสุดท้ายจำเป็นต้องออกมาทำงาน เพราะเงินที่กู้มา 1,500 บาท หมด และเนื่องจากยังต้องหาเลี้ยงชีพ รวมถึงยังมีค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขากลายเป็นผู้นำพาความเสี่ยงมาสู่สังคมโดยไม่มีทางเลือก แต่สุดท้ายผลตรวจออกมาเป็นลบ คือ เขาไม่ติดเชื้อ

จากกรณีนี้ ทำให้เห็นได้ว่า อาจมีประชาชนกลุ่มที่เป็น PUI อีกจำนวนมาก ที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน และยังไม่มีทางออกว่าจะต้องกักตัวเองอย่างไร เพราะไม่มีสถานที่ที่ดีพอ และบางส่วนอาจจะไม่กล้าแสดงตัว เนื่องจากกลัวถูกรังเกียจจากสังคม จึงกลายเป็นความเสี่ยงที่จะแพร่กระจายเชื้อ นั่นทำให้การมีสถานที่กักแยกตัวของกลุ่ม PUI จะทำให้คนกลุ่มนี้ กล้าที่จะแสดงตัวมากขึ้น และทำให้คนอื่นๆ ในครอบครัวและชุมชน ไม่ตกอยู่ในความเสี่ยง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึง 'ศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยกปทุมธานี ต้าน COVID-19’ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ต้นน้ำในกระบวนการจัดการกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโคโรนาไวรัส 2019 นี้ว่า “ความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยกโดยเริ่มที่ปทุมธานีในครั้งนี้ เพราะเรามองว่า การเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่ทุกคนควรได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับปัจเจก จนถึง ระดับชุมชน สังคม ซึ่งหากมองในเชิงยุทธศาสตร์ศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยกไม่ได้นำผู้ติดเชื้อมาพักอาศัย จึงไม่ใช่สถานพยาบาล แต่เป็นที่พักอาศัยระหว่างกักแยก ศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยกจึงเป็นกระบวนการต้นน้ำที่จะช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัสที่อาจจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวหรือชุมชน ดังนั้น ต้นน้ำก็ยังรวมถึงชุมชนสังคมด้วย ส่วนกลางน้ำ คือ โรงพยาบาล (hospital) และปลายน้ำ คือ การจัดตั้งโรงพยาบาลพิเศษโรงพยาบาลสนาม (cohort hospital)”

กระบวนการทำงานของศูนย์ฯ คือ ผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในศูนย์ฯ ต้องผ่านการคัดกรองจากจังหวัดปทุมธานี และเดินทางมาที่ศูนย์ด้วยรถพยาบาลที่มีมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อตามมาตรฐาน เมื่อถึงศูนย์ฯ จะมีเส้นทางที่กำหนดให้เดินตามทางโดยเฉพาะ และมีพยาบาลในชุด PPE อำนวยความสะดวกให้ทั้งหมด ตั้งแต่การกดลิฟต์รอ จนถึงเปิดห้องรอ ผู้ที่เข้ารับการกักแยกเข้าใช้บริการที่ศูนย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีบริการเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงอาหารครบ 3 มื้อ และติดต่อกับครอบครัวได้ โดยใช้อินเทอร์เน็ตฟรีภายในศูนย์

หากผู้เข้าพักไม่พบอาการติดเชื้อหลัง 14 วัน จะถูกส่งตัวกลับบ้านอย่างปลอดภัยไม่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ครอบครัว แต่หากผู้ใดพบอาการที่มีแนวโน้มว่าเป็นผู้ติดเชื้อ ก็จะถูกส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (hospital) อย่างทันท่วงที กระบวนการนี้จะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อในชุมชนและแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลได้

“ถ้าเราจัดการต้นน้ำได้เร็ว ก็ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อในชุมชน การระบุตัวได้เร็ว (early identification ) การกักแยกตัวเร็วตั้งแต่ระยะสังเกตอาการ (early isolation) การส่งต่อรักษาได้เร็ว (early treatment) โอกาสหายเร็ว” ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ และ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และแผน TIJ อธิบาย

“การทำงานของศูนย์ฯ จะเน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานสาธารณสุข รวมไปถึงระบบขนย้าย ผู้เข้ารับการกักแยก หรือส่งตัวผู้มีอาการป่วย การดูแลสุขภาพอนามัยแบบแยกตัว ในระยะปลอดภัย รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในศูนย์ที่ได้มาตรฐาน การดูแลกิจกรรมสุขภาพจิต และส่งเสริมการพึ่งพาตัวเองของชุมชนในรูปแบบการแบ่งปันของใช้จำเป็น โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากสังคมภายนอกเท่านั้น”

การดำเนินงานที่จะทำให้ศูนย์ที่พักอาศัยเพื่อการกักแยก ปทุมธานี แห่งนี้ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องคำนึงและเน้นถึงหัวใจหลักสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนแรก ผู้ให้บริการ คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ทีมงานสนับสนุน แม่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานงานจากภายนอก ส่วนที่สอง คือ ผู้รับบริการ หรือ ผู้ที่ต้องกักแยกเป็นเวลา 14 วัน ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทั้งอาหารการกิน ที่พัก และการบริการสุขภาพอนามัยพื้นฐานรวมถึงสุขภาพจิต ส่วนที่สาม คือ ชุมชน ที่ต้องได้รับความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการประพฤติตนเพื่อให้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19

ที่นี่ให้ความสำคัญกับชุมชนด้วยการประสานงานกับผู้นำท้องถิ่น สร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนถึงผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ เช่น หากมีผู้ที่เข้าข่ายต้องกักตัวในชุมชนก็จะเข้ามาพักยังศูนย์ฯ ดังกล่าวได้ อีกทั้งชุมชนยังจะได้มีรายได้จากการจ้างงานให้เป็นเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯ อีกด้วย

การดำเนินงานจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่เพียงเฉพาะในระดับปัจเจก แต่รวมถึงระดับชุมชน สังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อทุกฝ่ายฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างเท่าเทียม