'เมื่อฉันถูกกักตัวหลังเที่ยวเมืองไทย' เปิดบันทึกคอลัมนิสต์ นิวยอร์ก โพสต์

April 7, 2020
by มาริสา

ข้อคิดการใช้ชีวิตในวันล็อกดาวน์ จากคอลัมนิสต์ท่องเที่ยวชื่อดังที่ต้องหยุดการเดินทางและกักตัวเอง

 

พอลล่า ฟรอลิช เป็นนักเขียนคอลัมน์ท่องเที่ยวให้กับนิวยอร์ก โพสต์ และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่องท่องเที่ยวที่ขายดีติดอันดับของนิวยอร์ก ไทมส์ อาชีพของเธอทำให้ได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปหลายแห่ง แต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก ทำให้เธอต้องหยุดการเดินทางของเธอชั่วคราวและกักตัวเองเพื่อลดการพบปะผู้คนและลดโอกาสในการรับเชื้อไวรัส ที่ยังระบาดไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเมื่อใด

พอลล่าเขียนเรื่องล่าสุดของเธอจากในห้องที่เธอกักตัวเอง เรื่องนี้มีชื่อว่า ‘บทเรียน 7 บทที่ได้จากการท่องเที่ยวที่ช่วยฉันในช่วงกักตัว’ เรื่องนี้ลงในเว็บไซต์ของนิวยอร์ก โพสต์ เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา

เธอเล่าว่า หลังจากกักตัวเองมาประมาณ 1 เดือน เพราะเธอเดินทางไปปางช้างแห่งหนึ่งในภาคเหนือของไทยเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ เธอพบว่าการกักตัวเองและการไม่ได้พบปะหรือพูดคุยกับใครเลยเป็นเรื่องทรมานมาก

ตอนแรก ทุกอย่างดูเหมือนจะโอเค ทำให้เธอลงมือเขียนวิธีเอาตัวรอดในช่วงกักตัว แต่หลังจากนั้น เมืองนิวยอร์กกลายเป็นศูนย์กลางของการระบาดไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐอเมริกา เธอก็เริ่มรู้แล้วว่า เธอต้องอยู่อพาร์ทเม้นท์ต่อไปอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย

เธอเล่าว่า หลายครั้งเธอนอนเฉยๆ มองเพดานในอพาร์ทเม้นท์เล็กๆ ของเธอเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่โดยส่วนใหญ่ การอยู่คนเดียวส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ร้ายแรงเท่าไรนัก แน่นอนว่า เธอคิดถึงการได้ออกไปข้างนอกและกลัวการถูกกักขัง แต่เธอก็พบว่า บทเรียนที่ได้จากการเดินทางท่องเที่ยวเป็นเวลาหลายปีจะสามารถช่วยให้เธอผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

 

1 (8)

 

เธอเล่าว่า เธอเคยเดินทางท่องเที่ยวในอินเดียเป็นเวลา 6 เดือน ตอนนั้น เธอเพิ่งจบมหาวิทยาลัยและถังแตก เธอมีเงินติดตัวไปประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐและจะต้องกลับบ้านทันทีเมื่อเงินหมด ดังนั้น เธอต้องประหยัดอย่างมากด้วยการไม่ขึ้นเครื่องบิน พาหนะหลักคือ รถไฟและใช้รถยนต์ให้น้อยที่สุด

การเดินทางด้วยรถไฟในอินเดีย บางครั้ง เธอต้องนั่งอยู่ในรถไฟเป็นเวลา 17 ชั่วโมงทำให้เธอต้องหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาที่แสนน่าเบื่อนั่น

ตอนนั้น ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือคิลเดิ้ลใดๆ กระเป๋าของเธอก็แน่นเอี้ยด ใส่หนังสือไว้อ่านได้มากที่สุด 1 เล่มเท่านั้น (ซึ่งก็คือ โลนลี่ แพลเน็ต อินเดีย) ดังนั้น เธอจึงซื้อเกมหมากรุกแบบพกพาและหัดเล่นหมากรุกกับคนแปลกหน้า (ที่แน่นอนว่า ต้องมีความอดทนอย่างมากในการเล่นกับเธอ) ระยะหลัง เธอใช้เวลาว่างจากการทำงานในการเล่นหมากรุกออนไลน์กับ (คนแปลกหน้าที่ยังต้องอดทนอยู่เหมือนเดิม) และเรียนภาษาสเปน การเล่นหมากรุกออนไลน์ในช่วงกักตัวเป็นการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าและทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

บทเรียนที่ 2 คือ อย่าใจร้อนและให้สุขุมเข้าไว้ บทนี้เธอได้มาจากการเดินทางไปภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้หลายต่อหลายครั้ง ที่นั่น ถ้าคุณใจร้อน คุณจะเสียหน้า

ในทริปหนึ่งในปี 2009 เธอไปเดินเขาที่เวียดนาม ครั้งนั้น เธอต้องการซื้อตั๋วรถบัส แต่คนขายว่า ตั๋วขายหมดแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนยังมีที่ว่างอยู่ เธอเหนื่อยและโมโหมาก เธออาละวาด และเธอไม่เคยลืมสีหน้าของคนขายตั๋วเลย เขาหยุดเจรจากับเธอไปเลย มีคนแปลกหน้าคนหนึ่งบอกเธอว่า เธอต้องใจเย็นๆ ไม่มีใครอยากคุยกับเธอหรอกถ้าเป็นอย่างนี้ แล้วคนแปลกหน้าคนนั้นก็ช่วยให้เธอได้ตั๋วและเธอก็ได้เดินทางด้วยรถบัสคันนั้น

เธอว่า...เธอคิดถึงคำเตือนนั้นทุกครั้งที่เห็นคนอารมณ์เสียหรือการปะทะกันบนถนน เธอจะหายใจลึกๆ และพยายามสงบสติอารมณ์และถ้าช่วยได้ (แบบห่างๆ ประมาณ 6 ฟุต) เธอก็จะช่วย แต่ถ้าไม่ เธอก็จะเดินจากไป

บทเรียนอีกบทนั้น เธอได้จากการไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น นั่นคือ การทำสมาธิ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอไปปีนเขาแสวงบุญที่โคมาโนะ โคโดะ ในจังหวัดคันไซซึ่งเป็นการเดินทางที่ยากลำบากมาก หลายต่อหลายครั้ง การปีนเขาดูไม่มีที่สิ้นสุดทำได้แต่เพียงเดินไปข้างหน้าเท่านั้นและพยายามไม่ให้ตกเขาลงมา เธอจึงเริ่มทำสมาธิแบบเคลื่อนที่ด้วยการฟังการทำสมาธิจากไอโฟนและกำหนดลมหายใจเพื่อให้ผ่านช่วงนั้นไปได้

ในตอนเย็น ขณะนั่งอยู่ในออนเซ็น เธอรู้สึกถูกชำระล้างและจิตใจสะอาด เธอคิดถึงทริปนั้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงกักตัวเองนี้ เธอใช้วิธีเดินนานๆ ในเวลาที่ไม่มีคนมากนัก ฝึกการทำสมาธิแบบเคลื่อนที่ซึ่งทำให้จิตใจสะอาดและมีกำลังใจมากขึ้น

นอกจากนี้ เธอยังเล่าถึงทริปไปประเทศแซมเบียที่เธอพบหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูไม่เคยมีความทุกข์และมองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา เธอถามหญิงสาวคนนั้นเรื่องนี้ เธอคนนั้นเล่าว่า เธอเขียนไดอารี่ทุกวัน ฟลอริซทำตามคำแนะนำนั้น

เธอเขียนไดอารี่ ขอบคุณใครหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เธอมีวันนี้ ถึงแม้ว่า สิ่งที่เธอขอบคุณจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และดูโง่อยู่บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมันทำให้วันของเธอสดใสและทำให้เธอมองโลกในแง่ดี 

สุดท้าย เธอแนะให้ใช้เวลาว่างนี้ ติดต่อพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนฝูงเพราะจะทำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างดี

................................

(ที่มา: นิวยอร์ก โพสต์)