เมื่อ 'โควิด' ทำท่องเที่ยว ‘ผิดแผน’

May 18, 2020
by กนกวรรณ เกิดผลานันท์

แม้จะเป็นดินแดนในฝัน แต่ทันทีที่โควิด-19 ทำให้ทริปไม่มีจุดจบ นักท่องเที่ยวต้องติดอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนานแรมเดือน ไม่ว่าสวรรค์มัลดีฟส์ หรือเส้นทางสู่อินเดีย การเอาตัวรอดและสถานการณ์ไม่คาดคิดคือสิ่งที่พวกเขาต้องจดจำไปอีกนาน  

 

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ สาเหตุของโรคโควิด-19 ได้สร้างความโกลาหลให้กับคนทั้งโลก ลองนึกภาพประเทศต่างๆ สั่งปิดประเทศ ปิดพรมแดน ห้ามเครื่องบินเข้าออก สำหรับคนต่างชาติที่ติดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งในสถานการณ์แบบนี้ย่อมไม่รู้ชะตาว่าตนเองจะได้กลับบ้านเมื่อใด

ครอบครัวเปลลาเรส์จากฝรั่งเศสก็เช่นเดียวกัน เดิมทีพวกเขาเคยคิดว่าเป็นฝันร้ายเมื่อต้องติดอยู่ในชนบทอินเดีย เพรารัฐบาลนิวเดลีสั่งล็อกดาวน์ประเทศ สกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา แต่จริงๆ แล้วมันคือสวรรค์ชั้น 7 แม้จะต้องใช้ชีวิตด้วยอาหารมังสวิรัติก็ตามที

ครอบครัวนี้ซึ่งประกอบด้วยพ่อแม่และลูก 3 คน วัย 9, 13 และ 18 ปี ขับรถโฟร์วีล 4x4 จากบ้านในเมืองตูลูสทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีก่อน ผ่านประเทศตุรกี อิหร่าน ปากีสถาน มุ่งหน้าสู่อินเดีย

พวกเขาตั้งใจเดินทางไปเนปาลต่อ แต่พอไปถึงชายแดนในวันที่ 24 มี.ค.ก็พบว่าชายแดนปิดเพราะคำสั่งล็อกดาวน์ เดชะบุญครอบครัวเปลลาเรส์ไปเจอกับนักบวชฮินดู วัย 66 ปี ผู้มีทรงผมเดรดล็อกสีเทารูปหนึ่ง ชาวบ้านเรียกท่านว่า ฮาริดัส บาบา นักบวชให้ความช่วยเหลือพาทั้งครอบครัวไปอยู่ด้วยกันที่วัดฮินดู ในหมู่บ้านตอนเหนือของปัลวา ทาลา ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นร่วม 50 วัน เวอร์จินี เปลลาเรส์ คุณแม่ยอมรับว่า เป็นความทรงจำอันงดงามที่สุดในชีวิต

“เราได้เห็นความเอื้ออาทรอย่างเหลือเชื่อที่สุด ชาวบ้านเอาผักและนมควายสดๆ มาให้พวกเรา พอให้เงินพวกเขาก็ไม่รับสักรูปีเดียว ตอนที่ลูกชายฉันเป็นไข้ตัวร้อน 40 องศา ชาวบ้านก็มาช่วยเหลือทั้งๆ ที่กลัวไวรัสโคโรนา แถมพวกเขายังปลูกต้นไม้ 3 ต้นเป็นของที่ระลึกให้พวกเราด้วย” คุณแม่วัย 44 ปี ผู้ทำงานในห้องทดลองยาในฝรั่งเศสเล่า

ส่วนคุณพ่อ พาทริซ เปลลาเรส์ ผู้ยึดอาชีพช่างยนต์เล่าเสริมว่าพวกเขาทำอาหารและรับประทานร่วมกัน ทุกเย็นก็ไปช่วยบาบาทำพิธีทางศาสนา แต่เนื่องจากบาบาออกเสียงชื่อภาษาฝรั่งเศสของครอบครัวเปลลาเรส์ไม่ถนัด ก็เลยตั้งชื่อให้ใหม่ตามความเชื่อฮินดู ชื่อ “เวอร์จินี” ก็ตั้งให้เป็น “ยโศธา” ตามชื่อแม่บุญธรรมผู้เลี้ยงดูพระกฤษณะมาจนเติบใหญ่

และเพราะบาบาเป็นฮินดูผู้เคร่งครัด อาหารของพวกเขาก็คือมังสวิรัติ

“เรื่องที่ยากที่สุดคือพวกเราไม่ได้กินเนื้อเลย บางครั้งเราก็ฝันว่าได้กินสเต็กแสนอร่อย” พาทริซย้อนความทรงจำ

ตกกลางคืนครอบครัว 5 คน กางเต็นท์นอนบนหลังคารถ ไฟฟ้าใช้จากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำตักจากบ่อ ธุระหนักเบาใช้บริการห้องสุขาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน

 

ท่องเที่ยว1

 

แม้อินเดียคลายล็อกดาวน์แล้ว แต่พื้นที่ที่ครอบครัวเปลลาเรส์อยู่เป็น “เขตสีส้ม” ห้ามเดินทางและพรมแดนยังไม่เปิด

“เราจะพยายามข้ามไปเนปาลให้เร็วที่สุด แต่อย่าพูดถึงการกลับไปฝรั่งเศส อยู่ที่นี่ดีกว่า ดูเหมือนที่นี่คุมการระบาดได้มากกว่าในยุโรป” คุณแม่เวอร์จินีเผยแผนการของครอบครัว

แต่งานนี้ไม่มีทางหลงหูหลงตาตำรวจไปได้ พวกเขามาตรวจครอบครัวเปลลาเรส์แบบวันเว้นวัน และสอบถามสารทุกข์สุกดิบผ่านวอทส์แอพพ์อยู่เสมอ

“เราถามเขาหลายครั้งว่าอยากย้ายไปอยู่อาคารราชการหรือโรงแรมมั้ย แต่พวกเขาปฏิเสธ บอกว่าอยู่ใกล้วัดแบบนี้มีความสุขมากๆ” ชาห์ โมฮัมหมัด ผู้บังคับการตำรวจท้องที่กล่าว

ชีวิตของครอบครัวเปลลาเรส์ดูๆ แล้วแตกต่างจากนักท่องเที่ยวอีกหลายร้อยคนที่ต้องติดอยู่ในมัลดีฟส์นานกว่า 1 เดือน เพราะไวรัสโคโรนาระบาด

อาลี วาฮีด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวมัลดีฟส์ เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ว่า นักท่องเที่ยวราว 500 คน ติดอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆ อีก 100 คนติดอยู่ที่สนามบิน รัฐบาลกำลังช่วยเหลือคนที่ไม่มีเงินพักในรีสอร์ตต่อไปได้

“เราเชื่อว่าพวกเขาชอบมัลดีฟส์ พวกเขาคือคนที่ทำให้ประเทศนี้มาถึงวันนี้ได้” รัฐมนตรีท่องเที่ยวกล่าวอย่างเชื่อมั่น

มัลดีฟส์ยืนยันผู้ติดเชื้อ 2 รายแรก เมื่อวันที่ 8 มี.ค. จากนั้นรัฐมนตรีสาธารณสุขประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขแห่งชาติเมื่อวันที่ 12 มี.ค.

ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้ โด่งดังเรื่องรีสอร์ตหรู แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องสั่นสะเทือนเพราะโรคระบาด รัฐบาลต้องสั่งปิดพรมแดนและยกเลิกเที่ยวบิน

เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส รายงานชีวิตสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ต้องติดอยู่กับการฮันนีมูนไม่รู้จบที่มัลดีฟส์

“ไม่มีที่ให้ไป คู่ฮันนีมูนใช้ชีวิตราวกับยึดครองหมู่เกาะเล็กๆ เหล่านี้ไว้ได้ แต่ละวันยาวนานและเชื่องช้า พวกเขานอนหลับ ดำน้ำ นั่งทอดอารมณ์ริมสระน้ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นิวยอร์กไทม์สรายงาน ผู้อ่านที่ใช้นามว่าโอลิเวีย เด ฟรีตัส อ่านแล้วเข้ามาแสดงความเห็นกับหนังสือพิมพ์ไว้อย่างน่าสนใจ

“ใครๆ ก็บอกว่า อยากมาติดอยู่บนเกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งนี้ จนกว่าคุณมาติดเข้าจริงๆ นั่นล่ะถึงจะรู้ซึ้ง มันฟังดูดีก็เพราะคุณรู้น่ะสิว่าจะกลับออกไปได้เมื่อไหร่”

 

ท่องเที่ยว3

 

สองกรณีนี้คือตัวอย่างของนักท่องเที่ยวที่ชีวิตผิดแผนเพราะโควิด-19 บ้างก็เจอสิ่งดีๆ แบบไม่คาดคิด บ้างก็เจอเรื่องร้ายๆ จนน่าเอือมระอา สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับใครบางคนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปเหมารวมกับทุกคน จนถึงขนาดต้องยกย่องความดีงามของโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อหลายล้านชีวิตทั่วโลก